หมอจุฬาฯ โพสต์ ‘ยาอะไรจะมาใช้รักษาโคโรนาไวรัส 2019’?

3.02.20 | 10:26 น.

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และการใช้ยารักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อดังกล่าว ว่า จากการติดตามรหัสพันธุกรรมทั้งตัวตั้งแต่เริ่มมีการระบาด พบว่ามีการผันแปรของรหัสพันธุกรรมในแทบทุกส่วนอยู่เรื่อยๆ ซึ่งจะต้องจับตามองว่าจะมีการพัฒนาในทางดุร้ายขึ้น กระจายได้เร็วขึ้น และสามารถติดต่อได้กว้างขวางในทางลมหายใจ

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ระบุว่า เนื่องจากไม่มีวัคซีนหรือยาใดๆ ชัดเจนในไวรัสตระกูล RNA วิธีการที่ง่ายที่สุดคือ รวบรวมยาต้านไวรัสครอบจักรวาลที่มีอยู่ขณะนี้ โดยมีข้อได้เปรียบตรงที่มีการใช้มาก่อนและรู้ขนาด รู้การบริหารยาและผลข้างเคียงต่างๆ อาทิ ยาอินเตอร์เฟียรอน I และ II เป็นต้น วิธีการถัดมา โดยการพิเคราะห์กระบวนการที่ไวรัสมีการเพิ่มจำนวนในเซลล์ ในหลอดทดลองต่างๆ และไปเทียบเคียงกับสารต่างๆ ที่อยู่ในสารบบสารบัญว่าจะมีตัวใดสามารถออกฤทธิ์ขัดขวางในขั้นตอนกลไกต่างๆ อีกวิธีเป็นวิธีที่มีการค้นหากันทั่วโลกในขณะนี้ โดยการพัฒนาขึ้นมาใหม่ หรือใช้ยาที่มีประสบการณ์ในการใช้ในช่วงตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคอีโบลา ซาร์ส เมอร์ส และปรับนำมาใช้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทั้งนี้ สามารถพัฒนาเป็นทั้งวัคซีนและยารักษาคนที่ติดเชื้อและเกิดอาการ

ทั้งนี้ข้อความดังกล่าวระบุว่า

ยาอะไรจะมาใช้รักษาโคโรนาไวรัส 2019?

Advertisement

จากการที่ไวรัสตัวนี้เป็นไวรัสในกลุ่ม RNA ซึ่งมีไวรัสอื่นๆหลายตัวซึ่งมีกระบวนการ ในการเข้าสู่มนุษย์ ผลิตตัวเพิ่มจำนวนในเซลล์มนุษย์และกระจายไปทั่วร่างกาย อีกทั้งยังมีกลไกในการหลีกหนีการตรวจจับ ตรวจตราของระบบภูมิคุ้มกัน แต่เมื่อสามารถตั้งตัวได้กลับยั่วยุระบบภูมิคุ้มกันให้มาทำสงครามกันเกิดเป็นการอักเสบอย่างมโหฬารและทำให้โรครุนแรงหนักขึ้นไปอีก

พร้อมกันนั้นเอง ไวรัสโคโรน่ายังมีความชาญฉลาดจากการที่มีวิวัฒนาการตนเองข้ามมาจากค้างคาวสู่สัตว์เดินดินจนลงมาสู่คน และเมื่อเข้าคนก็รู้จักปรับตัวเองให้หน้าตาเปลี่ยนไปจนภูมิคุ้มกันจำเพาะที่เริ่มจะสร้างขึ้นเพื่อที่จะทำลายไวรัสมองไม่เห็นจำไม่ได้ และเป็นที่กริ่งเกรงกันว่าเมื่อไวรัสโคโรน่า 2019 ทำให้เกิดการติดเชื้อในวงกว้างและคนในพื้นที่นั้นๆ เริ่มจะมีภูมิคุ้มกันของตนเองหลังจากที่ได้รับไวรัสตัวนี้โดยที่ติดเชื้อไปในปริมาณน้อยๆโดยที่ไม่มีอาการ หรืออาการแต่น้อย เปรียบเสมือนกับได้รับวัคซีนตามธรรมชาติ
แต่เมื่อไวรัสเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาไป แม้ว่าร่างกายมนุษย์จะพอจำได้ก็ตามแต่แทนที่จะเข้าไปกำจัดกลับช่วยเหลือไวรัสและทำให้กระบวนการของโรคกลับรุนแรงขึ้นไปอีก อย่างที่เราเห็นในไวรัสไข้เลือดออกที่แม้ว่าเมื่อปีที่แล้วจะเคยติดเชื้อแล้วก็ตาม แต่ปีต่อมาเกิดมีไวรัสไข้เลือดออกไม่ใช่ตัวเดิมโรคกลับเลวลงไปอีก (antibody dependent enhancement)

ไวรัสโคโรนานั้น แม้จะมีหลายตัวที่อยู่ในคนแล้วก็ตามและทำให้เกิดอาการเล็กๆ น้อยๆ เหมือนไข้หวัด ไอจาม น้ำมูกไหล อย่างเช่นไวรัสโคโรน่า NL 63 และปกติทำให้เกิดอาการน้อยนิดได้ในเด็ก คนแก่ หรือคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องได้แต่แล้ว ปี 2018 (รายงานในปี 2020) ปรากฏว่าเด็ก 23 ราย มีปอดบวมอย่างรุนแรงหรือหลอดลมอักเสบ ทั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่มีไวรัสแยกเป็นกลุ่มใหม่ (subgenotypes) คือ C3 และ B มีการ ผันแปรของรหัสพันธุกรรม ที่ ตำแหน่ง 1507 L ใน ส่วนหนามที่จะจับกับเซลล์ที่จะทำให้ไวรัสเข้าเซลล์ (spike Protein receptor binding domain) ทำให้เก่งกาจขึ้นในการที่วิ่งเข้าเซลล์ ได้

ในส่วนของไวรัสโคโรน่า 2019 จากการติดตามรหัสพันธุกรรมทั้งตัวตั้งแต่เริ่มที่มีการระบาดพบว่ามีการผันแปรของรหัสพันธุกรรม ในแทบทุกส่วนอยู่เรื่อยๆ ซึ่งจะต้องจับตามอง ว่าจะมีการพัฒนาในทางดุร้ายขึ้น กระจายได้เร็วขึ้นและสามารถติดต่อได้กว้างขวางในทางลมหายใจ

เนื่องจากไม่มีวัคซีนหรือยาใดๆ ชัดเจนในไวรัสตระกูล RNA ทั้งหมดดังที่กล่าวข้างต้น
วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ รวบรวมยาต้านไวรัสครอบจักรวาลง่ายๆที่มีอยู่ขณะนี้ โดยมีข้อได้เปรียบตรงที่มีการใช้มาก่อนและรู้ขนาด รู้การบริหารยาและผลข้างเคียงต่างๆ อาทิ ยาอินเตอร์เฟียรอน I และ II เป็นต้น

วิธีการถัดมา โดยการพิเคราะห์กระบวนการ ที่ไวรัสมีการเพิ่มจำนวนในเซลล์ในหลอดทดลองต่างๆ และไปเทียบเคียงกับสารต่างๆที่อยู่ในสารบบสารบัญว่าจะมีตัวใดสามารถออกฤทธิ์ขัดขวางในขั้นตอนกลไกต่างๆ

วิธีการอีกวิธีเป็นวิธีที่ มีการค้นหากันทั่วโลกในขณะนี้โดยการพัฒนาขึ้นมาใหม่หรือใช้ยาที่มีประสบการณ์ในการใช้ในช่วงตั้งแต่อีโบล่า ซาร์ส เมอร์ส และปรับนำมาใช้กับโคโรน่า 2019 ทั้งนี้สามารถพัฒนาเป็นทั้งวัคซีนและยารักษาคนที่ติดเชื้อและเกิดอาการ แล้วโดยขัดขวางกระบวนการที่ไวรัสจะเข้าเซลล์ ที่ S1 และ/หรือ S2 spike

กระบวนการที่ขัดขวางการแยกไวรัสออกเป็นชิ้นในเซลล์และจะทำการเพิ่มจำนวน เช่น ยาต้านไวรัสเอดส์ ยาครอบจักรวาล ที่ขัดขวางเอนไซม์ในการเพิ่มจำนวนไวรัส RNA dependent RNA polymerase inhibitor ดังที่มีการใช้ใน โคโรน่า 2019 ในผู้ป่วยที่สหรัฐ remdesivir และแม้แต่ favipiravir ที่เป็นยาที่ขึ้นทะเบียนในประเทศญี่ปุ่นสำหรับรักษาไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรง และคณะของเราได้ใช้ในการรักษาหนูที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าในสมองและรอดชีวิตได้ 10%
แต่อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์และประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นในหลอดทดลองหรือที่ใช้ในผู้ป่วยเองยังไม่สามารถสรุปผลได้

ข้อแนะนำปฏิบัติในประเทศจีนขณะนี้มีตั้งแต่การใช้ อินเตอร์เฟียรอนอัลฟ่า 5 ล้านหน่วย วันละสองครั้ง ยาผสม looinavir/ritinavir (ขนาด 400/100มก วันละ 2 ครั้ง) ทั้งนี้จากประสบการณ์ในฮ่องกงจากการรักษาโรคซาร์ส พบว่า ยาผสมสองตัวกับยาต้านไวรัส ribavirin ช่วยลดความรุนแรงของอาการปอดบวม

และเช่นเดียวกันยาตัวอื่นที่เพิ่มขึ้นมาและอาจจะใช้ได้ เป็นยาครอบจักรวาล nucleiside analogs เช่น fabiravir ribavirin และการใช้ร่วมกันระหว่าง oseltamivir กับ fabiravir จะดีกว่า oseltamivir โดดๆ
นอกจากนั้น remdesivir ที่เป็นยาอีกตัวที่ครอบจักรวาล ดูว่าอาจจะมีภาษีดีกว่าตัวอื่นในสัตว์ทดลอง ที่ติดเชื้อเมอร์ส และอยู่ในการศึกษาระยะที่สาม ในคนที่ติดเชื้ออีโบลา แต่ยังคงถือว่าเป็นขั้นศึกษาติดตาม

การใช้ oseltamivir zanamivir peramivir มีมานานและแพร่หลายในไข้หวัดใหญ่ รวมทั้ง oseltamivir มีการใช้แพร่หลายในประเทศจีนขณะนี้ที่ติดเชื้อโคโรนา 2019 แต่ยังไม่มีข้อมูลถึงประสิทธิภาพชัดเจน
ทั้งนี้ โดยที่ประเทศจีนมีการใช้ยาหลายชนิดประกบประกอบกันในผู้ป่วยที่มีอาการปวดบวมและอาการหนักอยู่แล้ว แต่ก็ยังสรุปผลไม่ได้

และยังมียาอีกหลายตัวที่ขัดขวาง การเกาะติดเข้าเซลล์ EK1. Abidol. ขัดขวางการสร้าง RNA เข่น TDF และ 3TC ยาต้านการอักเสบ ไม่ว่าจะเป็นยาปัจจุบันหรือสมุนไพรต่างๆ

และกล่าวโดยรวม จากคณะทำงานของประเทศจีนที่ได้รับการสนับสนุนการวิจัยของรัฐบาลจีนเอง ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสโคโรน่า 2019 ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนป้องกันหรือยาที่ใช้รักษา

ข้อมูลในบทความนี้เรียบเรียงโดยใช้โครงจาก วารสาร Bioscience Trends 28 มกราคม 2020 และรายงานการรักษาในคนที่ติดเชื้อไวรัส RNA ชนิดต่างๆ และกระบวนการในการเพิ่มจำนวนและแพร่กระจายในมนุษย์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน