แพทย์ย้ำ ‘ยาต้านเอดส์’ สู้ ‘โคโรนา2019’ ไม่ใช่ตัวใหม่ แต่เป็นรูปแบบการรักษาที่ได้ผลใน 48 ชม.

3.02.20 | 14:44 น.

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่โรงพยาบาล (รพ.) ราชวิถี นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการ รพ.ราชวิถี นพ.พจน์ อินทลาภาพร หัวหน้างานโรคติดเชื้อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ รพ.ราชวิถี ร่วมแถลงความคืบหน้าของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 พร้อมตรวจเยี่ยมผู้ป่วยและให้กำลังใจคณะแพทย์ที่ทำการรักษา

นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ของประเทศไทยมีผู้ป่วยติดเชื้อยืนยันจำนวน 19 ราย ในจำนวนนี้แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว 8 ราย และใกล้จะได้ออกจากโรงพยาบาลอีก 4 ราย โดยรายที่เหลือมีอาการดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อยืนยันใน รพ.ราชวิถี จำนวน 2 ราย ซึ่ง 1 ราย เป็นผู้ป่วยมาจากเมืองอู่ฮั่น และอีก 1 ราย เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการส่งตัวมาจาก รพ.หัวหิน ในระยะแรกต้องยอมรับว่ามีอาการที่ค่อนข้างรุนแรง แพทย์จึงได้ค้นคิดพัฒนาขนาดยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนี้ทำให้ฟื้นตัวได้รวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมง เป็นขนาดยาที่แรงกว่ารายอื่นๆ แต่ผู้ป่วยมีการตอบสนองในเชิงบวกและอาการป่วยมีผลออกมาเป็นลบ ซึ่งทางการแพทย์นับว่าเป็นผลที่ดี การรักษาในวิธีนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของแพทย์ 2 คน คือ นพ.เกรียงศักดิ์ อติพรวณิช อายุรแพทย์โรคปอด นพ.ชำนาญการพิเศษ รพ.ราชวิถี และ รศ.นพ.สืบสาย คงแสงดาว นพ.เชี่ยวชาญ รพ.ราชวิถี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ให้กับสถาบันการแพทย์นำผลการรักษานี้ไปใช้หาข้อเท็จจริงในการรักษาโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019 ต่อไป หากในวันหนึ่งผลการรักษานี้สามารถใช้รักษาผู้ป่วยได้หายขาดทุกรายก็จะเป็นประโยชน์ให้กับโลก

“ไม่อยากให้สื่อสารว่าพบสูตรยาใหม่ ต้องเคลียร์ว่า นี่คือวิธีรักษาจากประสบการณ์ความชำนาญ การใช้ความรู้ทางการแพทย์เป็นหลัก ส่วนเคสรีพอร์ตนี้จะส่งให้สถาบันทางการแพทย์ สถาบันวิจัยต่างๆ นำข้อมูลผลการรักษาไปหาข้อเท็จจริงให้มากที่สุด หากพิสูจน์ได้ว่ามีผลต่อการรักษาไวรัสโคโรนา 2019 ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนป่วยทุกคนในโลกนี้ และเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์และสาธารณสุขของไทย” นายอนุทิน กล่าว

ด้าน นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า โรคนี้เป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ซึ่งเกิดขึ้นบนโลกมายังไม่ถึง 2 เดือน ดังนั้นขณะนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาแบบมาตรฐาน โดยส่วนใหญ่จะเป็นการรายงานผลการรักษา ซึ่งในประเทศจีนปล่อยรายงานการรักษามาครั้งแรกจำนวน 40 ราย โดยการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ และประเทศไทยก็ได้มีการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ 2 ชนิดเช่นกัน คือ ริโทนาเวียร์ (RITONAVIR) และ โลพีนาเวียร์ (LOPINAVIR) ในผู้ป่วยรายที่มาจากเมืองอู่ฮั่นนั้นในวันที่ถูกส่งตัวมายัง รพ.ราชวิถี เมื่อวันที่ 29 มกราคม มีอาการที่รุนแรงมาก กระทั่ง นพ.เกรียงศักดิ์ และ นพ.สืบสาย ได้ศึกษาการให้ยา 2 ชนิดนี้ว่าสามารถช่วยยับยั้งการขยายตัวของเชื้อไวรัสในเซลล์แต่ยังสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้อยู่ ซึ่งยังไม่ใช่การรักษาที่ดีที่สุด จึงได้เลือกใช้ โอเซลทามิเวียร์(Oseltamivir) ทำให้เชื้อใหม่ไม่เข้าไปในเซลล์ จึงได้ตัดสินใจใช้ในการรักษาผู้ป่วยตัวอย่างรายนี้ซึ่งจะต่างจากการรักษาของประเทศจีนที่ใช้ยาตัวเดิมจะให้ 1 เม็ด 2 เวลา/วัน (1×2) แต่ในผู้ป่วยตัวอย่างที่ รพ.ราชวิถีจะจ่ายยาให้เป็น 2 เม็ด 2 เวลา/วัน (2×2) ซึ่งเห็นผลดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนผลของการศึกษาในรอบที่ 2 ของประเทศจีนได้ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศลงวันที่ 29 มกราคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับศึกษาของประเทศไทยโดยแพทย์ผู้รักษาไม่ได้รับทราบข้อมูลมาก่อน ซึ่งเป็นความคิดเห็นที่ตรงกันแต่ต่างกันที่ประเทศจีนระบุว่าใช้ยาขนาดยา 1×2 แต่แพทย์ใช้ในผู้ป่วยตัวอย่างในขนาด 2×2 เพราะผู้ป่วยมีอาการหนักและตัวใหญ่

นพ.พจน์ กล่าวว่า ยาต้านไวรัสเอดส์ชนิดนี้มีการใช้แพร่หลายในกลุ่มผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ดื้อยา ไม่ใช่ยาที่ใช้กับโรคเอดส์ระยะแรก จึงไม่แนะนำให้ให้ประชาชนไปหายาชนิดนี้มาใช้เอง เนื่องจากยามีผลข้างเคียงและเมื่อผ่านตับแล้วจะทำให้ลดการขับยาอื่นที่ตับด้วย หากมีการใช้คู่กับยาตัวอื่นจะส่งผลเสียกับร่างกาย เช่น ยาลดความดัน ยารักษาโรคหัวใจ ยาไมเกรน ยาลดไขมันในเลือด ยารักษาสิว และอื่นๆ ดังนั้นจึงไม่ควรไปซื้อมารับประทานเพื่อป้องกันหรือรักษาด้วยตัวเอง

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพบผู้ป่วยในอาการที่รุนแรง จะมีการใช้ยาขนาดนี้ในรายอื่นๆ หรือไม่ นพ.พจน์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการทำเป็นคู่มือปฏิบัติการ เพื่อพิจารณาว่าผู้ป่วยรายใดจะต้องใช้ทางตัวนี้เป็นทางเลือก ซึ่งจะต้องรอผลจากการประชุมของคณะทำงานก่อน

เมื่อถามว่าอาการของผู้ป่วยอาการเป็นอย่างไรบ้างหลังจากการรับยาขนาดที่คิดค้นโดยแพทย์จาก รพ.ราชวิถี นพ.พจน์ กล่าวว่า ในผู้ป่วยที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ขณะนี้ผลการเอกซเรย์ปอดมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน อาการดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่หายดี โดยผลตรวจเยื่อบุโพรงจมูกเปลี่ยนจากบวกเป็นลบ ส่วนอีกรายที่มาจาก รพ.หัวหิน มีอาการดีขึ้นมาก โดยขณะนี้รอผลการตรวจเชื้อจากห้องปฏิบัติการอีก 2 ครั้งว่าไม่พบเชื้อการแพร่ระบาด ก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้

นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ป่วยจากอู่ฮั่นที่ได้รับยาสูตรนี้นั้น อาการดีขึ้น เอกซเรย์วันนี้อาการดีขึ้นชัดเจน ดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องบอกว่ายังไม่ใช่หาย ผลตรวจจากเยื่อบุโพรงจมูกจากผลบวกเป็นลบ ส่วนผู้ป่วยอีกรายหนึ่งที่ใช้ยาเหมือนกันก็อาการดีมาก ตอนนี้แค่รอผลว่า ถ้าผลตรวจไม่เจอเชื้อ 2 วัน 2 ครั้ง ก็จะให้กลับบ้าน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน