สธ.ยัน คนไทย เสี่ยงต่ำ สัมผัสผู้ติดเชื้อ ‘ไวรัสโคโรนา’ ประสานเกาหลีใต้ ขอข้อมูลติดเชื้อจากไทย

4.02.20 | 13:16 น.

สธ.ยัน คนไทย เสี่ยงต่ำ สัมผัสผู้ติดเชื้อ ‘ไวรัสโคโรนา’ ประสานเกาหลีใต้ ขอข้อมูลติดเชื้อจากไทย

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดและโฆษกสธ. พร้อมด้วย นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมกันแถลงข่าวประจำวันเรื่องความคืบหน้าของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
 

นพ.ณรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลเมื่อเวลา 08.00 น. ประเทศไทยมีผู้ป่วยติดเชื้อยืนยันสะสมทั้งหมด 19 ราย โดยกลับบ้านไปแล้ว 8 ราย ยังอยู่ในโรงพยาบาล(รพ.) 11ราย ส่วนจำนวนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนเพิ่มขึ้น 7 ราย รวมสะสมจำนวน 492 ราย ทั้งนี้ สธ.ได้เพิ่มมาตรการให้เป็นสัปดาห์การรณรงค์รวมพลังจิตอาสา “บิ๊กคลีนนิ่ง วีค” ต้านภัยเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019 เพื่อเป็นแบบอย่างในการทำความสะอาดสถานที่ทำงาน โต๊ะส่วนตัวและ 10 จุดเสี่ยงที่จะพบเชื้อโรค รวมถึงในวันนี้ เวลา 13.30 น. ทางกรมอนามัยจะเดินทางไปยังสนามบินดอนเมือง คลังสินค้า 2 เพื่อให้ความรู้คนขับรถแท็กซี่ในการปฏิบัติตนในการป้องกันเชื้อโรค

ส่วนการเดินทางไปรับคนไทยในอู่ฮั่น นพ.ณรงค์กล่าวว่า เช้าวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เวลา 7.10 น. คณะแพทย์ได้เดินทางไปเมืองอู่ฮั่นแล้ว และคาดว่าจะเดินทางกลับมาเวลาช่วงค่ำของวันนี้ ซึ่งทาง นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการสธ. พร้อมคณะผู้บริหารสธ.จะเดินทางไปรับที่สนามบินอู่ตะเภา

Advertisement

ทั้งนี้ การรับคนไทยกลับมานั้นมีมาตรฐานสากลทั้ง 3 ด้านคือ

1.การเฝ้าระวังคัดกรองก่อนออกจากประเทศจีน หากมีอาการป่วยก็ไม่สามารถพากลับมาได้

2.การเฝ้าระวังระหว่างอยู่บนเครื่องบิน ทั้งสภาพกายและใจ

3.เมื่อกลับถึงประเทศไทยแล้วจะมีการดูแลสุขภาพรวมไปถึงการสื่อสารกับญาติและสื่อมวลชนด้วย

นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า ขอให้คนไทยทุกคนสบายใจและให้เข้าใจหัวอกคนไทยในเมืองอู่ฮั่น เนื่องจากคนกลุ่มนี้ติดอยู่ในเมืองที่มีการระบาดมาเป็นระยะเวลานาน และมีความต้องการจะกลับบ้าน เราจึงมีมาตรการที่ดีที่สุดที่ปลอดภัยและจะต้องดูแลให้เหมือนคนไทยที่อยากจะรับคนไทยกลับบ้าน “อยากยืนยันว่าเมื่อไหร่ที่คนไทยกลุ่มนี้ออกมาเดินในเมืองไทย ได้แสดงว่าเขาปลอดภัย และสามารถเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองไทยเหมือนกันทุกคนๆ เช่นกัน” นพ.ธนรักษ์ กล่าว

นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า ผู้ป่วยที่อยู่ในประเทศไทยทุกรายมีอาการที่ดีขึ้นและรอตรวจว่าไม่พบเชื้อใดๆ แล้วจึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ เนื่องจากเชื้อชนิดนี้จะอยู่ในร่างกายได้นานกว่าเชื้อตัวอื่นซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกันทั่วโลก ผู้ป่วยในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชาวจีนจึงจะต้องให้มั่นใจว่าไม่มีเชื้อจึงออกจากรพ.ได้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกับแพทย์ผู้เซ็นใบอนุญาตในการขึ้นเครื่องบิน จึงมีการปล่อยตัวผู้ป่วยออกจาก รพ.ช้า โดยทั้งทีบางรายสุขภาพดีขึ้นและพร้อมจะกลับบ้านแล้ว

ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทยยังคงที่ แต่การพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อในประเทศรายที่เป็นคนขับรถแท็กซี่ส่งผลให้ สธ.จะต้องทำงาน 2 ด้านคือ

1.การเฝ้าระวังในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ

2.การเฝ้าระวังประชาชนคนไทยในประเทศ ส่วนของการดูแลความสะอาดจะต้องมีมาตรการ 2 ด้านคือ การรณรงค์ดูแลความสะอาดด้วยบิ๊กคลีนนิ่ง วีคตามที่สาธารณะ และการดูแลความสะอาดส่วนบุคคลในการล้างมือเป็นประจำ

เมื่อถามว่าขณะนี้มีผู้ป่วยชาวไทยที่เดินทางกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น มีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 นั้นมีข้อเท็จจริงอย่างไร นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้จำนวนผู้ป่วยยืนยันยังคงเท่าเดิม คือ 19 ราย พร้อมทั้งมีผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การสอบสวนโรคจำนวนหนึ่ง ซึ่งหากมีผู้ที่กลับมาจากประเทศญี่ปุ่นและมีอาการป่วย ก็อาจจะต้องนำมาเข้ามาอยู่ในกลุ่มของผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคด้วย เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยโรคด้วย และผู้ที่เดินทางกลับมาจากประเทศญี่ปุ่นนั้นขณะนี้ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยยืนยัน

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวพบผู้ป่วยอาการรุนแรงในห้องไอซียู และยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 รักษาตัวอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร นั้นมีข้อเท็จจริงอย่างไร นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า กรณีนี้ถ้าหากทราบแหล่งข่าวก็น่าจะโดยข้อหาด้วยเช่นกัน เนื่องจากไม่น่าใช่ข่าวจริง

เมื่อถามว่ากรณีที่มีนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ที่มาประเทศไทย และเมื่อเดินทางกลับไปยังประเทศเกาหลีแล้วมีการป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนานั้น 2019 มีข้อเท็จจริงอย่างไร นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า ทาง สธ.ได้รับทราบข้อมูลและกำลังประสานกับกรมควบคุมโรคของประเทศเกาหลีใต้ เพื่อให้ขอผลการสอบสวนโรคว่าเป็นอย่างไร รวมไปถึงอาการและผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ ซึ่งในข้อเท็จจริงคือประเทศไทยอยู่ในระยะที่มีการแพร่เชื้อในประเทศแล้ว หากมองแบบทั่วไปคือชาวจีนที่อยู่ในประเทศไทย ก็สามารถป่วยในประเทศไทยได้ และยังสามารถแพร่เชื้อในกับคนไทยได้ โดยทั่วไปแล้วนักท่องเที่ยวมักจะไปเที่ยวในที่เดียวกันเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อด้วยกันเองภายในประเทศได้

“พูดง่ายๆ คือ คนจีนก็เที่ยวที่นี้ คนเกาหลีก็ไปเที่ยวที่นี้ ดังนั้นโอกาสที่นักท่องเที่ยวด้วยการจะมีการติดเชื้อซึ่งกันและกัน ในทางทฤษฏีมีความเป็นไปได้อยู่แล้วว่าจะมีโอกาสการติดเชื้อกันในประเทศ แต่อย่างที่เรียนไปแล้วว่า เรามีการแพร่เชื้อในประเทศอยู่แล้ว คนจีนก็เริ่มแพร่เชื้อให้คนไทยแล้ว สำหรับผมในตอนนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมาย เราก็ยังอยู่ในจุดที่มีการแพร่โรคในประเทศ ในระดับที่เป็นวงจำกัดเหมือเดิม ตอนนี้เรากำลังประสานไปยังกรมควบคุมโรคเกาหลีใต้ เพื่อจะเอาข้อมูลที่เขาพอจะให้เราได้ เพื่อนำมาทำงานดูว่าพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ว่าผู้ป่วยรายนี้มีการติดเชื้อมาจากที่ไหน”

นพ.ธนรักษ์ กล่าวและว่า สำหรับกรณีนี้ไม่ได้เปลี่ยนระดับการประเมินความเสี่ยงของคนไทยเลย เรายังมีความเสี่ยงในระดับที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้วที่จะสัมผัสกับผู้ติดเชื้อโรคนี้ที่อยู่ในเมืองไทย แต่หากการแพร่โรคในประเทศไทยยังดำเนินต่อไป โดยที่ไม่สามารถตรวจจับได้ ซักระยะหนึ่งก็จะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และหากมีจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นไปถึงจุดหนึ่งแล้ว ระดับความเสี่ยงของคนไทยจึงจะเปลี่ยนเป็นเพิ่มขึ้น ขณะนี้อยู่ในระดับที่เราพยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุม และค้นหาผู้ป่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะค้นหาผู้สัมผัสเสี่ยงสูงมาตรวจร่างกายหาเชื้อ และติดตามผลต่อไป