“อนุทิน” คาด 20 ก.พ.ปล่อย 138 คนไทยกลับบ้าน

6.02.20 | 14:50 น.

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. พร้อมด้วย นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงความคืบหน้าของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และชี้แจงกรณีของหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือที่มีกระแสข่าวว่าไม่เพียงพอต่อการความต้องการของประชาชนในประไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า หากหาซื้อในส่วนของเจลแอลกอฮอล์ล้างมือไม่ได้ ก็สามารถทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน โดยการนำแอลกอฮอล์ 95% ผสมกับน้ำสะอาด ทั้งยังสามารถผสมกับส่วนประกอบอื่นๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ แต่ขณะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การฆ่าเชื้อให้ปลอดภัย ผู้ที่มีความสามารถในการซื้อของที่มีคุณภาพที่ดีๆ ได้แต่หากไม่มีความจำเป็นหรือไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงก็อาจจะเลือกใช้แบบที่ทำได้เองที่บ้าน พกติดตัวไปได้ทุกที่ ส่วนของหน้ากากอนามัยจะต้องให้เวลากับผู้ผลิตในการปรับคลังสินค้าใหม่ เนื่องจากความต้องการมีมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ อย่างไรก็ตาม สธ.ได้ประสานงานติดต่อไปยังผู้ผลิตในการหาทางแก้ปัญหาแล้ว โดยก่อนหน้าที่มีกำลังการผลิตเฉลี่ยวันละ 7.4 แสนชิ้น ซึ่งในรายงานปัจจุบันสามารถผลิตได้เพิ่มขึ้นถึง 1.4 ล้านชิ้นต่อวัน ซึ่งหากใช้อย่างมีประสิทธิภาพและระวังมัดระวังนั้นจำนวน 1 ล้านชิ้น/วัน ก็เพียงพอ

“เราไม่ได้ต้องการถึง 1 ล้านแผ่น เพราะจำนวนประชากรที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงรวมถึงบุคลากรที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เช่น แพทย์ในโรงพยาบาล ผู้ให้บริการนักท่องเที่ยว เซลล์ขายของตามห้างสรรพสินค้า ผู้ที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ หรือแห่ลงชุมชน พื้นที่ปิดเสี่ยงสูง คนเหล่านี้ไม่ได้ต้องใช้ถึง 1 ล้านแผ่น/วัน หากเป็นคนปกติที่ไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสก็ไม่จำเป็นต้องใช้” นายอนุทิน กล่าว

ในส่วนของประชาชนคนไทยที่กลับจากเมืองอู่ฮั่น และได้อยู่ในระยะการเฝ้าสังเกตุอาการที่ฐานทัพเรือสัตหีบ นายอนุทิน กล่าวว่า ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยเฉพาะ 4 ราย จาก 138 คน ที่เมื่อถึงประเทศไทยแล้วมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่ากำหนด และได้ถูกคัดแยกออกไปเพื่อทำการรักษา ขณะนี้ผลการตรวจทุกคนรวม 4 คนที่ถูกแยกตัวออกมา มีผลเป็นลบ ซึ่งหมายความว่าไม่มีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 แต่จะต้องมีการเฝ้าระวังไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ โดยจะต้องตรวจเชื้อในทุกวันจนกว่าจะพ้นระยะของการฟักเชื้อจึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ในช่วงนี้หากทุกอย่างเริ่มเข้าที่ก็จะเริ่มให้คนกลุ่มนี้ออกมาพบปะกันในกลุ่มที่เดินทางมาพร้อมกัน ให้ออกมาสัมผัสกับอากาศภายนอกห้องพักได้

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่า การให้ความช่วยเหลือระดับอาเซียนที่ทางประเทศอินโดนีเชียได้ขอมายังประเทศไทยจะมีแนวทางอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยไม่เคยปกปิดข้อมูล เพราะเราเชื่อว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางระบาดวิทยา การแลกเปลี่ยนข้อมูลของอาการผู้ป่วยหรือวิธีการติดเชื้อของผู้ป่วย เป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การรักษาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อใดที่มีการขอข้อมูลมาเรายินดีที่จะหารือและให้ความร่วมมือ อย่างที่องค์การอนามัยโลกได้ชื่นชมประเทศไทยไปจนถึงในทำนองว่า ประเทศไทยเป็นแบบอย่างของการควบคุมการระบาดของโรคทุกชนิดเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า มีตัวเลขแสดงให้เห็นแล้วว่าในบางประเทศที่มีการยกเลิกวีซ่า ไม่ให้ชาวจีนเดินทางเข้าประเทศ ประเทศที่ใช้มาตรการเหล่านี้ก็ไม่ได้มีตัวเลขของการติดเชื้อหรือการเสียชีวิตน้อยไปกว่าประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพว่าเราไม่เอาเหตุอื่นมาเป็นข้ออ้างให้ประสิทธิการควบคุมโรคของระบบสาธารณสุขในไทยโดยการสนับสนุนของรัฐบาลไทยลดระดับลงไป

“ประเทศจีนขอบคุณประเทศไทยอย่างไร ขอบคุณรัฐบาลไทยอย่างไร ในการที่เราดูแลรักษาคนจีนที่ป่วยจนหายและกลับประเทศแล้ว สิ่งเหล่านี้ต้องตอบแทนมาอย่างแน่นอน ทั้งเรื่องของความมั่นใจของนักท่องเที่ยวจากจีน ผมมั่นใจว่าหากสถานการณ์คลี่คลายออกไปแล้วนักท่องเที่ยวชาวจีน รัฐบาลจีนจะต้องส่งเสริมให้มาเที่ยวประเทศไทยมาใช้จ่ายในแระเทศไทย ไม่มีสิ่งใดที่เราสูญเปล่า” นายอนุทิน กล่าว

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
 

ด้าน นพ.ไพศาล กล่าวว่า ได้ทำการหารือแก้ปัญหาเรื่องของหน้ากากอนามัยแล้ว และในส่วนของกำลังการผลิตหน้ากากที่จำหน่ายภายในประเทศเฉลี่ยวันละ 1.4 ล้านชิ้น ซึ่งในสภาวะปกติมีจำหน่ายประมาณ 1 ล้านชิ้น/วัน ประเทศไทยมีผู้ประกอบการผลิตหน้ากากอนามัยทั่วประเทศจำนวน 12 ราย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เวลา 9.00 น. มีการประชุมร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพานิชย์ กรมควบคุมโรค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และองค์การเภสัชกรรม (อภ.) พร้อมด้วยผู้ประกอบการผลิตหน้ากากอนามัยจำนวน 8 ราย ผลการประชุมมีมาตรการด้านการผลิตคือผู้ผลิตให้ความร่วมมือด้วยการเพิ่มกำลังผลิตที่มากขึ้นและลดจำนวนการส่งออกไปยังต่างประเทศ เนื่องจากภายในประเทศไทยเองยังมีความต้องการสูง รวมไปถึงมาตรการทางกฎหมายเรื่องของการควบคุมสินค้าซึ่งหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ก็เป็นสินค้าควบคุมด้วย เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสามารถจัดการควบคุมได้ทั้งในเรื่องของการจำหน่ายและเรื่องของราคา ซึ่งในสภาวะปกติหน้ากากอนามัยมีราคาต้นทุนตกเฉลี่ยชิ้นละไม่เกิน 1.50 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กันชนิดของหน้ากากนั้นๆ

“ขอให้ความมั่นใจว่าการใช้ในทางสาธารณสุขและโรงพยาบาล (รพ.) ที่จำเป็นต้องใช้หน้ากาอนามัยแบบทางการแพทย์ เราให้ อภ. แบ่งปันส่วนออกมาจากโรงงานผลิต เพื่อจำหน่ายต่อให้ประชาชนและโรงพยาบาลด้วย เพื่อให้ประเทศของเราสามารถควบคุมป้องกันโรคไวรัสโคโรนา2019 ได้” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าอาการผู้ป่วยชาวไทยที่เป็นคนขับรถรับจ้างไม่ประจำทางรายล่าสุดที่พบว่ามีการของวัณโรคร่วมด้วยในขณะนี้มีอาการอย่างไรบ้าง นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า อาการยังทรงตัว คงที่ ไม่ได้ขยับดีขึ้นหรือแย่ลง

เมื่อถามว่าการที่มีการติดเชื้อไวรัสต่างประเทศ กรณีที่คนไทยเดินทางกลับมาจากประเทศญี่ปุ่นแล้วติดเชื้อไวรัส รวมถึงคนเกาหลีที่เดินทางจากประเทศไทยกลับไปประเทศเกาหลีแล้วติดเชื้อไวรัสนั้นขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างไร นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า กรณีสามีภรรยาคนไทยที่กลับจากประเทศญี่ปุ่นแล้วพบเชื้อไวรัส ประเทศไทยได้ส่งข้อมูลการสอบสวนโรคไปให้กับญี่ปุ่นตั้งแต่ผู้ป่วยรายนี้ยังเป็นเพียงผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวน โดยซักประวัติว่าผู้ป่วยรายนี้ได้เดินทางไปเที่ยวที่ใดบ้างในประเทศญี่ปุ่น และในส่วนของคนเกาหลีที่กลับออกจากประเทศไทยไปแล้วพบการติดชื้อไวรัส คาดว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมูลสถานการณ์ในประเทศไทยจากทางประเทศเกาหลี ซึ่งสิ่งที่เราต้องการคือ ข้อมูลทั่วไปว่า คนเกาหลีรายนี้ได้เดินทางไปที่ใดบ้างในประเทศไทย เพื่อให้ทราบว่ามีโอกาสติดเชื้อมาจากที่ใด ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อมูลกลับมาในเร็วๆนี้

เมื่อถามว่ามีรายงานจากประเทศจีน กรณีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 แล้วคลอดลูกเพียง 30 ชั่วโมง ก็เกิดการติดเชื้อไปสู่ลูก มีข้อมูลอย่างไรบ้าง นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก ลักษณะทางการแพทย์เรียกว่า Medical Transcription คือการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งในเด็กแรกเกิดนั้นหากแม่มีการติดเชื้ออยู่แล้วก็มีโอกาสที่จะติดสู่ลูกได้ และมีข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าหากการที่เป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ คือ ยังไม่มีใครที่มีภูมิคุ้มกัน ก็จะสามารถติดเชื้อได้ในกลุ่มอายุ