เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดประชุมชี้แจงแนวทางการวินิจฉัย การเฝ้าระวัง และการส่งต่อผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) โดยมีผู้ประกอบกิจการ ผู้ดำเนินการ และผู้ที่เกี่ยวข้องของโรงพยาบาล (รพ.) เอกชนทั่วประเทศ 383 แห่ง ร่วมรับฟังแนวทางการคัดกรอง เฝ้าระวัง ดูแลรักษา การส่งต่อผู้ป่วย และตัวอย่างการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นายอนุทินกล่าวว่า การจัดประชุม โดยเชิญผู้ประกอบกิจการ ผู้ดำเนินการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องของ รพ.เอกชนทั้ง 383 แห่งทั่วประเทศ มาร่วมรับฟังแนวทางปฏิบัติตั้งแต่การคัดกรอง เฝ้าระวัง ดูแลรักษา รวมทั้งการส่งต่อผู้ป่วย และตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพื่อป้องกันมิให้เกิดการแพร่กระจายของโรค และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการรับบริการจากสถานพยาบาล “ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านความมั่นคงด้านสุขภาพเป็นอันดับที่ 6 และมีระบบป้องกันและควบคุมโรคที่เข้มแข็งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่ก็มิอาจนิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ที่เกิด การที่ประเทศจะผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้นั้น ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ซึ่งสถานพยาบาลภาคเอกชนมีบทบาทหน้าที่ในการดูแล คุ้มครองสุขภาพร่างกายของประชาชนให้แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ นับเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการป้องกัน และควบคุมมิให้เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 สู่พี่น้องประชาชน” นายอนุทินกล่าว ส่วนกรณีปัญหาหน้ากากอนามัยอยู่ในภาวะการขาดแคลน นายอนุทินกล่าวว่า เตรียมหารือเดินหน้าโครงการแจกหน้ากากฟรี 1 ล้านชิ้น แก่ประชาชนที่ขาดศักยภาพในการเข้าถึง โดยจะเป็นหน้ากากอนามัยที่จัดหาโดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ส่วนใครจะได้รับสิทธิตรงนี้ และจะดำเนินการอย่างไร ต้องขอหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สำหรับมาตรการที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันนี้ คือให้ อภ.ผลิตหน้ากากอนามัยส่งให้ร้านค้า และร้านขายยาในเครือข่าย เพื่อจำหน่ายในราคาชิ้นละ 1 บาท มั่นใจว่ากำลังการผลิตขององค์การเภสัชกรรมจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ สำหรับภาพรวม จากการหารือกับผู้ประกอบการ และอภ. ประเทศไทยมีกำลังการผลิตอัตราสูงสุด 1.4 ล้านชิ้นต่อวัน จำหน่ายในประเทศ 1 ล้านชิ้น ด้วยจำนวนขนาดนี้ น่าจะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ส่วนโรงพยาบาล (รพ.) และสถานพยาบาล ทาง สธ.ถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีความจำเป็นต้องใช้ ได้สำรองหน้ากากรอไว้แล้ว รับรองว่าไม่มีขาดแคลนแน่นอน

ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของการประชุมชี้แจงจะประกอบด้วย การบรรยายในหัวข้อแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ มาตรการ การเฝ้าระวังและควบคุมสอบสวนโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 โดย รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค และ พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ เพื่อให้เกิดการดำเนินการที่เหมาะสม และเป็นมาตรฐานเดียวกันใน รพ.เอกชนทุกแห่ง “สบส.ขอเน้นย้ำกับสถานพยาบาลเอกชนทุกแห่ง หากมีการพบผู้ป่วยต้องสงสัยและเข้าเกณฑ์การเฝ้าระวัง ขอให้รีบแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ทันที ทั้งนี้ เพื่อให้การดูแลเป็นไปตามมาตรฐาน และหากจำเป็นต้องมีการส่งต่อขอให้รีบแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรคฯ เพื่อส่งต่อ โดยไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยเดินทางไปรับการรักษาต่อด้วยตนเอง” นพ.ธเรศ กล่าว

