เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.ณรงค์ อภิกุลวานิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต แถลงความคืบหน้าของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019
นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ขณะนี้จำนวนผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีจำนวนสะสม 25 ราย ในจำนวนนี้กลับบ้านไปแล้ว 9 ราย และยังอยู่ในการรักษาตัวในโรงพยาบาล (รพ.) 16 ราย โดยมีส่วนหนึ่งอาการดีขึ้นอย่างมาก รอเพียงผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการ(แล็บ) ยืนยันก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ ด้านจำนวนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนสะสม 615 ราย กลับบ้านไปแล้ว 225 ราย และยังอยู่ใน รพ. 390 ราย สาเหตุที่มีจำนวนการพบผู้เข้าเกณฑ์สอบสวนมากขึ้นเนื่องจากมาตรการคัดกรองได้ขยายนิยามออกไป จึงทำให้พบผู้เข้าเกณฑ์มากขึ้น
“เราปฏิบัติการเชิงรุก และเน้นเรื่องการป้องกัน โดยทำมากไว้ก่อน ดังนั้นคนที่มีความเสี่ยงที่อาจจะเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ อยู่ในความควบคุมของเรา” นพ.สุวรรณชัย กล่าว
ส่วนกรณีคนไทย 138 ราย ที่เดินทางกลับมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และอยู่ระหว่างเฝ้าระวังโรค 14 วัน นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า พบว่าคนไทยจำนวนนี้แยกออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1.กลุ่มที่อยู่ในเกณฑ์สอบสวนจำนวน 4 ราย ได้รับการรักษาอาการอยู่ที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จ.ชลบุรี ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) เบื้องต้นไม่ติดเชื้อไวรัส คาดว่าจะอนุญาตให้กลับมาอยู่รวมกับผู้ที่อยู่ในระหว่างกักโรคได้ตามปกติ และในส่วนของผู้ที่อยู่ในระหว่างการกักโรคนั้นจะมีอาการป่วยซึ่งเป็นเรื่องปกติ โดยล่าสุดมี 1 ราย ที่เป็นไข้ แต่เนื่องจากเป็นห้องพักรวม 2 คน ดังนั้น เมื่อมี 1 คน ที่เกิดอาการป่วยและจะต้องไปอยู่ในห้องแยกโรคก็จะต้องออกไปทั้ง 2 คน การรายงานแจ้งว่าทั้ง 2 ราย อยู่ในการดูแลของแพทย์ที่ รพ.ชลบุรี และ รพ.สัตหีบ และถ้าหากผลจากห้องแล็บออกมาว่าไม่ป่วยติดเชื้อไวรัสก็จะให้กลับเข้าไปอยู่ในพื้นที่กักโรค และเตรียมตัวเพื่อจะกลับบ้านเมื่อครบ 14 วัน

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า กรณีของคนไทย 138 คน ในจำนวนนี้มี 3 ราย ที่มีภาวะซึมเศร้าอยู่แล้ว แต่โดยส่วนมากเป็นนักศึกษาที่มีความรู้เรื่องโรคไวรัสโคโรนา2019 ดี จึงไม่เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิต แต่กรมสุขภาพจิตมีการประเมินสุขภาพจิตทุกวัน เพื่อป้องกันความเครียด ซึมเศร้าหรือความคิดฆ่าตัวตาย เนื่องจากในวันที่ 1 ของการกักโรคอาจจะเกิดความกังวล เพราะไม่เคยอยู่ในการกักโรคมาก่อน รวมทั้งแพทย์ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องมือสื่อสาร แต่จากการประเมินพบว่าทุกรายไม่เกิดความเครียด เนื่องจากขณะนี้ทางกองทัพอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์มือถือได้ คาดว่าในระยะเวลา 14 วันนั้นทุกรายจะมีสุขภาพจิตเป็นปกติ ไม่มีปัญหาอะไร โดยทางทฤษฎีจะแบ่งการดูแลเป็น 3 ช่วง คือ 1.ช่วง 72 ชั่วโมงแรก ที่เดินทางกลับมาถึง 2.ช่วง 2 สัปดาห์แรก ตามทฤษฏีจะต้องดูความเสี่ยงและเตรียมพร้อมทั้งคลายเครียด สร้างกำลังใจทางบวกก่อนกลับไปอยู่ในสังคมปกติ เพื่อลดความวิตกกังวลว่าสังคมจะไม่ยอมรับ และ 3.ช่วงของการติดตามผลทุกเดือนเป็นระยะเวลา 6 เดือนซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีที่ได้วางไว้
“ทุกคนเข้าใจดีและปฏิบัติตัวอย่างเข้าใจ ตอนไปเยี่ยมนั้นทุกคนยืนหันหลังเพื่อป้องกันโรค และไม่มีอาการขอกลับบ้านก่อน จึงวางใจไว้ในระยะ 14 วัน คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร และในส่วนของประชาชนปกติจะต้องมีความตระหนักแต่ไม่ตระหนก และยึดหลักของ 3I คือ 1.I am จะต้องรู้ว่าตนเองเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ 2.I Have ให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีระบบของสาธารณสุขที่ดี 3.I Can เราสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อป้องกันตนเองและแนะนำผู้อื่นได้” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยสูตรยาของ รพ.ราชวิถี ในขณะนี้มีอาการอย่างไรบ้าง นพ.ณรงค์ กล่าวว่า ทุกรายมีอาการดีขึ้น รอย้ายออกจากห้องแยกในเร็วๆ นี้
เมื่อถามว่าอาการของผู้ป่วยที่เป็นคนขับรถรับจ้างไม่ประจำทางที่มีอาการของวัณโรคร่วมด้วย ขณะนี้อาการเป็นอย่างไร นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า อาการโดยรวมยังทรงตัว เนื่องจากผู้ป่วยมีปัญหาของวัณโรคร่วมด้วย แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด
เมื่อถามอีกว่ามีการเรียกลูกเรือของการบินไทยมาตรวจร่างกายเพิ่มเติม มีผลอย่างไรบ้าง นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ตามมาตรการโดยรวมเรามีการพบผู้ป่วย 2 ส่วนคือ 1.ผู้ที่เข้ามาและตรวจจับได้ ขณะนี้อยู่ในรพ. 2.เป็นการแพร่ระบาดที่มีการติดเชื้อในประเทศไทย ดังนั้นผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสทุกรายตามมาตรการนั้น เราจะต้องค้นหาและนำมาตรวจทั้งทางคลินิกวิทยาและผลจากห้องแล็บ โดยหลายรายไม่มีอาการอะไร และส่วนใหญ่ผลจากห้องแล็บไม่พบเชื้อ ทั้งนี้ผู้ที่สัมผัสจะต้องตรวจร่างกายเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการควบคุมโรค

ต่อข้อถามว่าในกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการสธ.ได้ลงพื้นที่แจกหน้ากากอนามัยที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสในช่วงเช้าวันที่ 7 กุมภาพันธ์ และมีคนจำนวนหนึ่งปฏิเสธไม่รับ สามารถอธิบายเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า เรื่องของหลักการคือความเสี่ยงของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน แต่หากมีความเสี่ยงควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม และคนที่มีความเสี่ยงน้อยก็ไม่ควรไปแย่งกันจนขาดตลาด
เมื่อถามถึงบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศจีนเสียชีวิตจากการดูแลผู้ป่วยนั้น ทางประเทศไทยมีมาตรการดูแลบุคลากรอย่างไรบ้าง นพ.ณรงค์ กล่าวว่า โดยปกติทางการควบคุมป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรอยู่แล้วตั้งแต่มีการระบาดของโรคเมอร์ส โรคซาร์ส หากจะเข้าพบผู้ป่วยจะต้องใช้ชุดป้องกันโรคและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ก็จะต้องปลอดภัย และได้ดำเนินการเช่นนี้มาตลอด
เมื่อถามถึงการประชุมธุรกิจนานาชาติที่ประเทศสิงคโปร์ ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมานั้น ขณะนี้พบผู้ป่วยติดเชื้อหลังจากการเข้าประชุมครั้งนั้น ในส่วนของประเทศไทยมีรายงานความคืบหน้าอย่างไร นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้มี 2 ประเทศที่มีรายงานพบผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ คือ 1.ประเทศญี่ปุ่นการแพร่ระบาดในเรือสำราญ ซึ่งได้ทำการกักกั้นคนในเรือแล้ว 2.ประเทศสิงคโปร์ ที่พบคนมาเลียเชียและเกาหลีใต้ ติดเชื้อไวรัส แต่เนื่องจากว่ายังเป็นคนกลุ่มเล็ก ในส่วนนี้ประเทศไทยได้ดำเนินตามมาตรการเฝ้าระวังที่เข้มข้นและได้แจ้งกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงสถานการณ์ ดังนั้นคนไทยที่ได้สัมผัสกับผู้เดินทางชาวจีนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อเริ่มมีอาการให้เข้าพบแพทย์และระบุประวัติการเดินทางก็จะสามารถจัดการกับอาการป่วยได้
เมื่อถามว่าส่วนของหน้ากากอนามัยในท้องตลาดที่มีความบางกว่าปกติและอาจจะมีการทำหน้ากากปลอมมาขายนั้น หากนำมาใช้จะสามารถป้องกันได้หรือไม่ นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า เชื้อไวรัสชนิดนี้แพร่กระจายโดยน้ำลาย ดังนั้นเราจะต้องเน้นในผู้ที่มีอาการป่วย จะต้องสวมใส่หน้ากากเพื่อไม่ให้เชื้อต่างๆ ออกมาสู่คนภายนอก แต่ผู้ที่ไม่ได้มีอาการป่วยและไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนั้นสามารถใช้เป็นชนิดผ้าได้แบบซักล้างได้ สามารถป้องกันโรคได้อยู่แล้ว ทั้งนี้จะต้องเน้นที่การล้างมือให้สะอาดและใช้หน้ากากป้องกันตัวเองอยู่เสมอ

ทั้งนี้ นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้เราทราบว่าอัตราการเสียชีวิจในประเทศจีนมีมากขึ้นรวมไปถึงการเสียชีวิตนอกประเทศจีนก็เกิดขึ้นแล้ว หมายความว่าหากประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ มีผู้ป่วยสูงขึ้นไปถึงจำนวนหนึ่งแล้ว ซักพักก็อาจจะมีผู้เสียชีวิตได้ แต่อย่างในประเทศไทยก็มีการรักษาจนหายได้เช่นกัน อย่างเช่นรายที่เป็นผู้สูงอายุใน จ.นครปฐม ก็รักษาจนหายเป็นปกติได้
ด้าน นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า จุดเปลี่ยนของการตรวจพบผู้ป่วยนอกประเทศจีน เกิดขึ้นที่ประเทศไทย เนื่องจากเราเตรียมการและตรวจพบเร็ว ซึ่งทำให้ประเทศขึ้นๆ ตรวจพบมากขึ้น และในขณะนี้การรักษาผู้ป่วยประเทศไทยสามารถรักษาให้หายได้ถึง 9 รายทั้งคนไทยและชาวจีน โดยขณะนี้เราอยู่อันดับที่ 4 ของการพบผู้ป่วย ซึ่งจากเดิมเราอยู่ในอันดับที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความสามารถของการป้องกันควบคุมโรคโดยรวมของประเทศไทย ที่ได้ร่วมมือกับทุกหน่วยงาน

