ง่ายเกินไปที่จะประณาม “ผู้แพ้” อย่าง จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา ว่าคลั่ง บ้า หลุดโลก
ถึงแม้ จ.ส.อ.จักรพันธ์จะทำเวรทำกรรมใช้อาวุธสงครามฆ่าผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า เพศ และอายุซึ่งเข้าขั้น “บ้าไปแล้ว” แต่ทุก “พฤติกรรม” ย่อมมีที่มา
เป็นที่น่าสังเกตจากเฟซบุ๊ก จ.ส.อ.จักรพันธ์ ที่โพสต์พลางก่อเหตุสะเทือนขวัญไปพลางว่า “ร่ำรวยจากการโกงการเอาเปรียบคนอื่น มันคิดว่ามันจะเอาเงินไปใช้ในนรกหรือไง”
“3 ศพล้างแค้น นอกนั้นป้องกันตัว” !
“มันตายมั้ย ไอ้ 3 คนนั้น” !
“ยังไงก็หนีความตายไม่พ้นทุกคน”!
“เหนื่อยเหลือเกิน” !!
ก่อนเกิดเหตุ “จักรพันธ์ ถมมา” ยังมีเพื่อน มีพี่ มีน้องมีพวกพ้องมิตรสหายเป็นผู้เป็นคนปกติ
แล้วอะไรคือ “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้คนผู้หนึ่ง “สิ้นสุดความอดทน” จนถึงขั้นตัดสินใจฆ่านายเป็น
“ศพแรก”
ศักดิ์ศรีของความเป็นคนนั้นเท่ากัน ทุกคนมีความข่มกลั้น แต่ระดับความอดทนของคนมีไม่เท่ากัน !
จ.ส.อ.จักรพันธ์มีความคับแค้นอันใดจึงลงมือฆ่านายทหารระดับ “พันเอก” อย่าง พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ กระแสร์ และ นางอนงค์ มิตรจันทร์
เมื่อลงมือฆ่านายได้สำเร็จก็คล้ายทำนบกั้นพังทลาย !
ที่เคยถูกเหยียบย่ำต่ำสุดก็ถึงวาระแห่งการประกาศคุณค่า
การเป็น “ทหาร” ย่อมต้องแสดงให้เห็นถึง “ขีดความสามารถ” ในการก่อสงคราม ทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม
เริ่มจากบุกเดี่ยวยิงทหารเฝ้าคลังอาวุธในค่าย แล้วยึดอาวุธสงครามพร้อมรถฮัมวี่ควบขับออกปฏิบัติการป่วนเมืองโคราช
พอรถสายตรวจตำรวจเข้าระงับเหตุ จ.ส.อ.จักรพันธ์ก็ยิงถล่มตำรวจแหลกเหลวคารถ โดยที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะต่อสู้ป้องกันตัว
สำหรับ “คนมือเปล่า” เมื่อต้องมาเจอกับ “ทหาร” ซึ่งมีอาวุธและเชี่ยวชาญในการฆ่าก็ล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง
นี่มิใช่อริราชศัตรูที่มีแบบแผนการสู้รบและยกกันมาเป็นกองทัพ
เป็นแต่เพียง “เหตุ” ที่เกิดจาก “ทหาร” คนเดียวที่มีอาวุธสงครามอยู่ในมือ
จึงมีคำถามว่า 1.เมืองหรือจังหวัด 2.หน่วยงานตำรวจตั้งแต่ชั้นสถานีถึงสำนักงานตำรวจภาค และ 3.หน่วยทหารในพื้นที่จนถึงกองทัพภาค มีแผนเผชิญเหตุและมีขีดความสามารถแค่ไหนในการรับมือกับสถานการณ์ !?!!

