หน้าแรก ในประเทศ มอง‘จ่าคลั่ง’...

มอง‘จ่าคลั่ง’ ผ่านมุม‘จิตวิทยา’

12.02.20 | 17:37 น.

เหตุการณ์สะเทือนขวัญ เมื่อ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา ทหารสังกัดกองสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ กองทัพภาคที่ 2 ใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงใส่คู่ขัดแย้งเสียชีวิต 2 ราย ก่อนเข้าปล้นปืนในค่ายทหาร แล้วขับรถฮัมวี่ไปตามเส้นทาง ไล่กราดยิงประชาชนก่อนบุกเข้าไปในห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ในตัวเมืองนครราชสีมา ไล่ยิงประชาชนและเจ้าหน้าที่ทำให้มียอดผู้เสียชีวิต 29 ราย บาดเจ็บ 58 คนก่อนที่ จ.ส.อ.จักรพันธ์ จะถูกวิสามัญฆาตกรรมลงเมื่อช่วงสายวันที่ 9 กุมภาพันธ์ รวมเป็นระยะเวลาตั้งแต่ก่อเหตุจนถูกวิสามัญฆาตกรรม 19 ชั่วโมง


มีหลายคนยังสงสัย ข้องใจ ถึงพฤติกรรมที่โหดร้ายของผู้ก่อเหตุว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่

“มันเป็นความผิดหวังอย่างรุนแรงเหมือนกับคนเรา วันหนึ่งรู้สึกดีกับคนนี้ อีกวันรู้สึกอีกอย่าง อยากด่าแต่ด่าไม่ได้” คือคำอธิบายของ อธิชาติ โรจนะหัสดิน อาจารย์สาขาจิตวิทยาคลินิก คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปรียบเทียบว่า เหมือนคนที่อยู่ในภาวะ “หลุด” ใจตัวเองหลุดไป จากปกติคนเราจะมีอีโก้ (Ego) เป็นตัวควบคุมและประนีประนอม ทางศาสนาเรียกว่า “หิริโอตตัปปะ” ตอนที่เราเสียใจหนักๆ ของพวกนี้จะหายไป

อีโก้ที่กล่าวถึงไม่ใช่อีโก้ที่แปลว่า “ความทะนงตัว” แต่อีโก้ที่มีอยู่ 3 ตัว เป็นชุด เรียกว่า “โครงสร้างบุคลิกภาพ”

Advertisement

อาจารย์อธิชาติอธิบายว่า คนเราเกิดมาพร้อม อิด (Id) มีสัญชาตญาณดิบเหมือนสัตว์ อยากทำอะไรตามใจชอบ ตามเพศ หรือสัญชาตญาณ แต่เมื่อโตขึ้นอีกหน่อยพ่อแม่จะสอน ซุปเปอร์ อีโก้ (Super Ego) ถูก-ผิด ดี-ชั่ว เช่น “หนูทำอย่างนี้ไม่ได้นะแม่เสียใจ” 2 ตัวนี้ในตัวเด็กจะแข่งกัน บางคนก็ซุปเปอร์อีโก้สูงมาก เป็นเด็กดีแต่อมทุกข์ บางคนก็ “อิด” แรงกลายเป็นเด็กเกเร จนกระทั่งมีอีโก้ (Ego) พัฒนาหลังสุด ซึ่งจะเป็นตัวที่จะช่วยประนีประนอม

“สมมุติเราคุยกัน อยากเรอมาก แต่ถ้า ‘อิด’ มาก ก็เรอใส่ทันที หรือถ้ามี ‘ซุปเปอร์อีโก้’ สูง ก็จะพะอืดพะอมไม่กล้าเรอ อาจจะขอตัวแล้วกลับมา นี่คือหน้าที่ของอีโก้ ทำงานตามหลักแห่งความเป็นจริง เหมาะสม ถูกกาลเทศะ ซึ่งทุกคนจะต้องอยู่บนหลักนี้”

อาจารย์อธิชาติกล่าวว่า เมื่อดูจากพฤติกรรมของนายทหารคนนี้ ถ้าแค้นก็ต้องจบที่ยิงคู่กรณี แต่กรณีนี้ไปต่อ แสดงว่า “อีโก้” ยังไม่มา จึงต่อไปประเด็นอื่น เช่น เลยไปถึงการจับตัวประกัน ดังนั้น สาเหตุของกรณีนี้อาจเป็นเพราะ 1.ส่วนหนึ่งในใจของเขามีแรงจูงใจ อีกส่วนหนึ่งคือ 2.อยากฆ่า แต่หากฆ่าไม่เป็นก็ฆ่าไม่ได้ จะต้องมีโมเดลให้เห็นว่าทำอย่างไร

“คนที่ยกย่องว่าสุขภาพจิตดี คือ มีอีโก้เยอะ รู้จักปรับตัวให้เหมาะสม หากเจอกรณีเช่นนี้ ก็คงไม่ฆ่าแต่อาจจะไปหาตัวช่วย เช่น ไปฟ้องนายคนอื่น หรืออย่างน้อยเวลาโกรธสามารถ ละ-ลดความโกรธได้ ไม่ชกทันที นี่คือลักษณะของคนที่มีอีโก้

“กรณีนี้ที่ฆ่าเพราะอีโก้หายไป ‘อิด’ ที่กดไว้โผล่ขึ้นมา อาจเพราะอีโก้ถูกบี้จนแบน จึงต้องระบายด้วยการปลดปล่อยประมาณหนึ่งถึงจะสงบลงได้ สมมุติเวลาทะเลาะกับใคร จะต้องมีจุดหนึ่งที่ยังไม่พอ ขออีกนิด แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่พอแล้ว ก็จะสงบไปเอง” อ.อธิชาติกล่าว

และว่า “คนทั่วไป มีโอกาสเกิดภาวะนี้ เพียงแต่ 1.เราเข้าถึงอาวุธยาก โกรธกันอย่างมากก็ด่าทอและถ่ายคลิป จึงมองว่าเป็นเรื่องของโอกาส และ 2.การโกรธจนหลุดถึงขั้นบานปลายไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ กับทุกคน หากคนที่ฝึกจิตมาดีก็จะสามารถไม่โกรธได้ ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่ที่ภูมิหลัง ซึ่งจากประวัติ เพื่อนของนายทหารบอกว่าเขาเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิง ซึ่งการแยกตัวไม่ค่อยสุงสิงอาจจะเป็นการปรับตัวอย่างหนึ่ง เช่น ฉันขี้หงุดหงิด อยู่กับใครแล้วอาจจะทนไม่ได้ จึงเลือกอยู่ห่างๆ เป็นต้น”

“ทหารคนนี้ไม่คิดจะมีชีวิตอยู่ต่อ เพราะเขาได้กระทำการล่วงเลยมามากแล้ว หากคุยต่อรองจนกระทั่งถึงช่วงลง แต่ช่วงนั้น มีความหิว ความร้อน ความเหนื่อย ก็สามารถทำให้อีโก้หายได้เช่นกัน อย่างในหนังสือ เรื่อง ‘คนนอก’ ของ อัลแบร์ การ์มูส์ ก็ยิงคนตายเพียงเพราะเขาตากแดด เหงื่อออก ร้อน”

เมื่อถามว่า จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ว่า “3 ศพล้างแค้น ที่เหลือป้องกันตัว”ทางจิตวิทยาสะท้อนอะไรหรือไม่

อาจารย์อธิชาติมองว่า เป็นการผลักเหตุการณ์หนึ่งๆ มีหลายมุมให้มอง การที่เขาไม่เลือกมุมมองปกติอย่างเช่นคนทั่วไปมองว่า “นี่คือการฆ่าคน” เขาก็มองว่า “เฮ้อเหนื่อยจังเลย” เหมือนเป็นผู้ถูกกระทำทางสังคม ลักษณะนี้เป็นการเบี่ยงคอนเซ็ปต์เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมของตัวเอง หลังจากฆ่าเจ้าทุกข์หรือคู่กรณีแล้วจึงต้องมาต่อตรงนี้เพราะยังไม่สาแก่ใจ

อย่างไรก็ดี จากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด อาจารย์อธิชาติเชื่อว่า จ.ส.อ.จักรพันธ์ ไม่มีอาการทางจิตเวช เพราะโรคทางจิตจะต้องดูอาการทั้งก่อนและหลัง เช่น อาการยิงไปรำไป เช่นนี้ก็น่าจะมีอาการทางจิต แต่กรณีนี้ไม่มีอาการก่อนและหลังที่แสดงให้เห็นว่ามีพฤกรรมประหลาด จึงมองว่าเป็นเรื่องของความเคียดแค้น หรือกดดันเพียงอย่างเดียว

“เขาไม่ได้มีอาการหลงผิดว่าฉันคือบุตรของพระเจ้าออกมาไถ่ความยุติธรรม อย่างกรณีหนึ่งของมหาวิทยาลัยเท็กซัส มีคนป่วยทางจิตปีนขึ้นไปที่หอนาฬิกาและยิงคน อย่างนั้น คือโรคจิตเภท (Schizophrenia) แต่ทหารคนนี้เป็นคนธรรมดาที่เจอภาวะกดดัน ข้อเสียคือเขามีฝีมือดี ถึงจะโกรธแต่ก็ยังมีฟังก์ชั่นส่วนหนึ่ง ไม่ได้ยิงสุมสี่สุ่มห้า มีแพลน มีการจับตัวประกัน เหล่านี้สะท้อนว่าบางส่วนของเขายังคงทำงานได้”

อาจารย์อธิชาติยืนยันอีกเสียงว่า ประเด็นเรื่องการฆ่าตัวตายงานวิจัยยืนยันแล้วว่า การนำเสนอข้อมูลที่มีลักษณะเป็นดราม่า กระตุ้นอารมณ์ จะยิ่งทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้ง่าย ก่อนจะยกตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในสังคมบ่อยครั้ง เช่น หากมีการฆ่าตัวตาย และมีการใส่สีคนที่ฆ่าตัวตายว่ามีความเจ็บช้ำใจอย่างไร กระโดดลงมาอย่างไร ภายใน 3 เดือนนั้นจะมีคนทำตามเพิ่มอีก 4-5 ราย

เหล่านี้คือข้อเท็จจริงที่สังคม และสื่อ ต้องพึงตระหนักเพื่อให้เกิดความสมดุลของอารมณ์ทางสังคม “การกันไม่ให้เกิดเหตุเป็นเรื่องยาก จึงอาจต้องย้อนกลับไปพิจารณารากฐานของครอบครัว ตั้งแต่การดูแลบุตรหลาน ไม่ให้บุตรหลานควบคุมตัวเองไม่ได้”

อีกมุมสิ่งที่อาจารย์อธิชาติเห็นจากปรากฏการณ์นี้ คือ ความใจดี และการช่วยเหลือกันของคนไทย ซึ่งสำหรับคนทั่วไป เวลาเกิดอะไรขึ้น การมีจิตใจที่ดี และช่วยเหลือกันจะเยียวยาได้ ในขณะที่เกิดวิกฤต “เราจะเจอฮีโร่” ซึ่งเราเลือกได้ว่าจะมองเป็นวิกฤตหรือโอกาส ถ้ามองแต่ว่านี่คือปัญหา คือวิกฤตทั้งหมด คนที่คิดแบบนี้จะเครียดเอง เรียกว่า Negative Focus เป็นการมองโลกในแง่ร้าย (Pessimism)

เหมือนการดูคนทรงเจ้า “ไม่ต้องไปเช็กว่าจริง-ไม่จริง ชอบ-ไม่ชอบ แค่ดูอย่างเดียว ให้รู้ว่า‘ใคร ทำอะไร ที่ไหน’ ก็จะลดความเครียดของการเสพสื่อได้ 

“ถ้ามีของร้อนเป็นยาพิษ เอาเข้าปาก คุณก็ปากพอง” อ.อธิชาติกล่าวทิ้งท้าย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

 

 

ด้าน นพ.สมัย ศรีทองถาวร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความเครียดและแรงกดดันสะสมจึงระเบิดออกมาจนลุกลามบานปลาย กลายเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในประเทศครั้งแรก ไม่ใช่เฉพาะวงการทหารเท่านั้น เป็นไปได้ทุกวงการ เนื่องจากบริบทสังคมเปลี่ยนไป เกิดการแข่งขันและแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จนนำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบมากขึ้น ผู้ที่ไม่เข้าถึงโอกาสหรือด้อยกว่ามักเสียเปรียบ จากเหตุการณ์ดังกล่าวควรถอดบทเรียน เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข หรือป้องกันเหตุรุนแรงในอนาคต

“หลังผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวไปสักระยะ อาจไม่พบผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าวมากนัก แต่หลังจากนี้ 1-2 เดือน อาจพบผู้ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจิตมากขึ้น เนื่องจากสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และเสาหลักครอบครัว บางรายอาจเกิดภาวะซึมเศร้า เพราะทำใจไม่ได้ ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป” นพ.สมัยกล่าว

สุขุม นวลสกุล นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ กล่าวว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากความเครียด ความกดดันของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้เกี่ยวข้องจะต้องเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ เท่าที่ดูจากการระบายความในใจผ่านสังคมโซเชียลค่อนข้างชัดเจนว่าได้รับความกดดันจากเรื่องอะไร ยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงของคู่ขัดแย้งอาจทำได้ยาก

อย่างผู้บัญชาการทหารบก พูดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่เกี่ยวกับทางราชการ แต่สาเหตุคือผู้บังคับบัญชามีโอกาสได้ทำธุรกิจกับลูกน้อง เมื่อลงลึกในรายละเอียดพบว่ามีความยอกย้อนหลายเรื่อง เช่น การทำโครงการขึ้นมา ซื้อบ้านหลังละล้านห้าแสน แต่มีเงินทอน ไม่ได้จ่ายหมด เรื่องธุรกิจไม่เข้าใครออกใคร แต่ปัญหาของคู่ขัดแย้งคือผู้บังคับบัญชา ดูเหมือนว่ามีการรังแกกัน ปรึกษาใครก็คงไม่มีใครช่วยได้ หรือรู้แต่ไม่กล้าเข้าไปช่วย

“ที่ผ่านมาปัญหาขัดแย้งหลายเรื่องของเจ้าหน้าที่ด้วยกันเองในกองทัพเชื่อว่าคนภายในรู้ดี ต้องยอมรับว่าไม่ได้มีเฉพาะเรื่องนี้ ปัญหาที่ไม่มีความเป็นธรรมยังมีอีกหลายเรื่อง แม้กระทั่งในสายงานโดยตรงก็อาจมีระบบอุปถัมภ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลงาน แต่อยู่ที่เป็นคนของใคร ดังนั้น จะต้องอบรมคนที่มีอำนาจเพื่อให้เป็นผู้บังคับบัญชาในกองทัพ ต้องรู้จักคำว่าธรรมาภิบาล หน่วยงานต้องโปร่งใส

“เรื่องนี้ ผบ.ทบ.ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของโครงการขายบ้านสวัสดิการ แต่ขอให้ไปตรวจสอบว่าโครงการนี้เกี่ยวข้องกับทางราชการหรือไม่ เพราะต้องกู้เงินหลวงไปซื้อ กู้ซื้อบ้านหลังละ 1 ล้านบาท แต่กู้ได้ 1.5 ล้านบาท เพราะตามปกติคนทั่วไปกู้ซื้อบ้านอาจจะได้ไม่เต็มวงเงิน 100% แต่รายนี้ได้เกินไปอีก 150%” อาจารย์สุขุมกล่าวทิ้งท้าย