ความคืบหน้ากรณีตำรวจสนธิกำลังร่วมกันทลายแก๊งอุ้มบุญชาวจีนเมื่อวันที่16 กุมภาพันธ์ พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ ผกก.5 บก.ปคม. เผยว่า จากการสอบสวน น.ส.กุลิสรา ป้อมเด็ด อายุ 43 ปี นายหน้าจัดหาหญิงสาวชาวไทยมารับจ้างอุ้มบุญในอีกเครือข่ายหนึ่งที่มีพฤติกรรมคล้ายกับกลุ่มนายทุนชาวจีนที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ ทราบว่า ตนเองกับนายจักรัตน์ กิตติวนิชย์กุล อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาอีกรายที่ถูกจับมาจาก จ.เชียงใหม่ นั้น มีความสัมพันธ์เป็นอดีตคู่รัก แต่ได้เลิกรากันไปนานหลายปีแล้ว โดยช่วงปี2552 น.ส.กุลิสรา ได้ทำหน้าที่ดูแลและพาหญิงสาวที่จะมาอุ้มบุญไปตรวจร่างกายและพาไปฝังตัวอ่อนที่ประเทศมาเลเซีย หรือกัมพูชา แล้วจึงพากลับมาที่ไทยเพื่อพักฟื้นจนกระทั่งคลอด ซึ่งขณะนั้นตนทำอาชีพเป็นพยาบาลอยู่ที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่เป็นตัวกลางคอยโอนเงินที่ได้จากเอเย่นต์มาเป็นค่าจ้างให้หญิงสาวอีกด้วย แต่ปัจจุบันได้เลิกทำมานานแล้ว
พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ กล่าวต่อว่า แม้ผู้ต้องหาจะอ้างว่าได้เลิกรับอุ้มบุญมานานแล้ว แต่จากแนวทางการสืบสวนทราบว่า น.ส.กุลิสรา ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุ้มบุญ และเชื่อว่ายังมีรายชื่อลูกค้าอยู่ ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ก็จะสืบสวนขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการต่อไป ทั้งนี้มีแนวทางการสืบสวนสอบสวนพบว่า 2 อดีตสามีภรรยาคู่นี้ ช่วงที่ร่วมกันทำขบวนการนี้ ได้พาเหยื่อหญิงสาวไปทำอุ้มบุญ ได้ 4-5 ราย แต่ระยะหลังไม่มีเงินค่าว่าจ้างให้เหยื่อ ประกอบกับทั้งคู่ทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์ ส่งผลให้การเงินขนาดสภาพคล่อง หนำซ้ำฝ่ายชายยังติดการพนัน จึงต้องแยกทางกัน อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากเมื่อทำการตรวจสอบการเดินทางเข้า-ออกประเทศ ของทั้ง 2 คน ตลอดช่วงหลายปีมานี้ ไม่ต่ำกว่า 150 ครั้ง จึงเชื่อว่ายังคงมีเหยื่ออีกจำนวนหลายรายในขบวนการดังกล่าว
รายงานแจ้งว่า ในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 2 บก.ปคม.ได้ เรียกตรวจสอบสำนวนคดีพร้อมรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีในส่วนของ กก.2 เพื่อสรุปก่อนนำเข้าที่ประชุมใหญ่ในเวลาประมาณ 13:00 น. ของวันพรุ่งนี้ (17 ก.พ.) ซึ่งจะมีกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
ส่วนการขยายผลจากการจับกุมขบวนการอุ้มบุญเครือข่ายชาวจีนของ”นายจ้าวหลาน” ที่สามารถจับกุมไว้ก่อนหน้านี้ อยู่ระหว่างติดตามหาเบาะแสสถานพยาบาลที่รับทำอุ้มบุญเพิ่มเติม ที่ปัจจุบันนี้มีสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตอยู่ทั่วประเทศ ว่ามีที่ใดร่วมขบวนการดังกล่าวนี้บ้างหรือไม่ จากนั้นถึงมีการนำกำลังไปตรวจค้น เพื่อหาหลักฐานอีกครั้ง ทั้งนี้เมื่อทำการตรวจสอบไปพบว่าขบวนการนี้มีการทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไว้บังหน้า เพื่อไว้ใช้ในการจองตั๋วเครื่องบิน และการทำเอกสารการเดินทาง นำพาแม่อุ้มบุญไปประเทศจีนได้อย่างสะดวก ไม่มีพิรุธ ตลอดจนธุรกิจนำเข้าเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อทำการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยเฉพาะตู้อบเด็กทารกแรกเกิด มาใช้ในการทำธุรกิจนี้ด้วย

