เผยเจ้าของบ.ไนซ์รีวิวได้รับปล่อยตัวเมื่อ 14.ก.พ.เพราะครบกำหนดฝากขัง7ผัด

21.02.20 | 14:46 น.
แฟ้มภาพ

รองโฆษกอัยการแจง เจ้าของบ.ไนซ์รีวิวได้รับปล่อยตัวเมื่อ 14.ก.พ.เพราะครบกำหนดฝากขัง7ผัด เหตุอัยการให้ดีเอสไอไปแก้ไขสำนวน และสอบประเด็นเพิ่ม

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่าวันนี้กลุ่มผู้เสียหายคดีไนซ์รีวิว เกือบ 30 คน เข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม กับอัยการสูงสุด เพื่อขอให้ชี้แจงกรณีการปล่อยตัวผู้ต้องหาในคดี คือ นายณรงค์ อินลี เจ้าของบริษัท เอนเนอร์จี ดีดักชั่น จำกัด หรือเจ้าของไนซ์รีวิว ที่หลอกลวงผู้เสียหายชวนลงทุนเปิดเว็บไซต์และเฟซบุ๊กไนซ์รีวิว ให้ผู้เสียหายกดไลค์กดแชร์โปรโมทสินค้า


นายประยุทธ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายกิตติศักดิ์ วงศ์สวัสดิ์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด คณะทำงานเจ้าของสำนวนคดีไนซ์รีวิว ออกมาชี้แจงว่า หลังจากดีเอสไอส่งสํานวนให้อัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา พนักงานอัยการได้ตรวจดูสำนวนแล้ว เห็นว่า สำนวนการสอบสวนของดีเอสไอที่ส่งมายังสอบสวนไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ อัยการจึงจำเป็นต้องส่งคืนสำนวนให้กับดีเอสไอ เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา และดีเอสไอส่งสำนวนแก้ไขกลับมาให้ไม่ทัน ก่อนที่ผู้ต้องหาจะครบกำหนดฝากขัง 7 ฝาก ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไปตามกฎหมาย เพราะหมดอำนาจการควบคุมตัว เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายประยุทธ เปิดเผยว่า สำหรับประเด็นที่ดีเอสไอต้องไปแก้ไขสำนวน มีถึง 7 ประเด็นประกอบด้วย ต้องสอบผู้เสียหายเพิ่มเติมอีกกว่า 1,000 ปาก ที่ยังไม่มีการสอบสวนเลยเนื่องจากเป็นผู้เสียหายที่เข้าร้องทุกข์ภายหลัง โดยให้ตอบทั้งประเด็นพฤติกรรมการถูกหลอกและมูลค่าความเสียหาย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระบุในสำนวนเพื่อให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย รวมถึงให้นำผู้เสียหายที่ไปแจ้งความกับตำรวจหลังดีเอสไอรับเป็นคดีมารวมในสำนวนเดียวกัน รวมทั้งต้องให้ ดีเอสไอตรวจสอบเว็บไซต์ไนซ์รีวิว ว่าเปิดขึ้นในประเทศหรือต่างประเทศ เพราะหากเป็นเว็บที่เปิดขึ้นในต่างประเทศ จะกลายเป็นความผิดนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุด ดีเอสไอไม่มีอำนาจในการสอบสวน และเมื่อตรวจสำนวนอย่างละเอียดอัยการพบว่ามีพฤติกรรมของผู้เสียหายบางรายซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้รวมอยู่ด้วย จึงให้ดีเอสไอไปแก้ไขให้ถูกต้อง รวมถึงใส่รายละเอียดการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ ว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อย่างไร และข้อหาฟอกเงินมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินอย่างไร

อย่างไรก็ตามหากหลังจากนี้ ดีเอสไอทำสำนวนแล้วเสร็จ และอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ดีเอสไอก็จะต้องเป็นผู้ไปนำตัวผู้ต้องหากลับมาฟ้องคดีต่อไป ขณะที่สำนวนการยึดอายัดทรัพย์สินของ ปปง. ซึ่งมีมติอายัดทรัพย์สินไว้แล้วกว่า 200 ล้านบาท ก็จะต้องส่งสำนวนให้อัยการภายใน 90 วันหลังอายัด เพื่อให้อัยการไปฟ้องต่อศาลแพ่ง ให้ศาลมีคำสั่งเฉลี่ยทรัพย์คืนให้กับผู้เสียหาย ซึ่งขณะนี้เหลืออีกประมาณ 20 วันเศษ อัยการเชื่อว่าสำนวนของ ปปง. จะสามารถส่งได้ทันตามกำหนดอย่างแน่นอน เพราะมีความซับซ้อนน้อยกว่าสำนวนคดีอาญา ดังนั้นทรัพย์สินที่อายัดไว้ จะไม่มีการเพิกถอนการอายัด ซ้ำรอยสำนวนคดีอาญาแน่นอน

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยคดีนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ได้นำสำนวนการสอบสวนจำนวน 350 แฟ้ม หรือประมาณ 121,000 แผ่น ไปส่งให้พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด มีความเห็นควรสั่งฟ้อง ผู้ต้องหาและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่งยังเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับความผิดฐานฟอกเงิน แต่ผู้เสียหายพบว่า นายณรงค์ได้รับการปล่อยตัวไป โดยไม่มีหลักทรัพย์ประกัน ทั้งที่คดีนี้มีมูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท และยังไม่มีการส่งฟ้องคดีนี้ ผู้เสียหายจึงกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงรวมตัวเดินทางมาทวงถาม ภายหลังที่อัยการชี้แจง มีความรู้สึกเชื่อมั่นในการทำงานของอัยการมากขึ้น หลังจากนี้จะรวมตัวไปติดตามการทำสำนวนกับดีเอสไอเพื่อติดตามคดีต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน