นักวิชาการชี้ เหตุตายยกครัว ความอยากตายไม่เท่ากัน เผยอาจจะมีการคานอำนาจกัน จนคล้อยตามได้
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ นายอธิชาติ โรจนะหัสดิน อาจารย์สาขาจิตวิทยาคลินิก คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า กรณีการฆ่าตัวตายยกครอบครัวโดยทั่วไปอาจเกิดขึ้นใน 2 ปัจจัยคือ 1.เกิดจากความเชื่อ การคิดว่าอยากจบชีวิตแล้วไปอยู่ในภพภูมิที่ดีกว่า และ 2.ความเครียดจากปัญหาส่วนตัว และหาหนทางไปสู่ที่สงบหรือสถานที่ที่ดีกว่า เนื่องจากชีวิตที่เป็นอยู่ปัจจุบันพบเจอกับทางตัน รู้สึกว่าไม่มีทางออกใดๆ พาครอบครัวไปข้างหน้าต่อไม่ไหว จึงเลือกจะจบชีวิตทุกคนในครอบครัว โดยมักจะมี 1 คนที่เป็นต้นตอของเหตุ ส่วนคนที่เหลือจะเป็นการคล้อยตาม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
นายอธิชาติ กล่าวต่อว่า ทุกคนที่คิดฆ่าตัวตายยกครอบครัว คนแต่ละคนไม่น่าจะมีความรู้สึกอยากตายที่เท่ากัน บางคนอาจจะรู้สึกมากและในบางคนอาจจะรู้สึกน้อยกว่า รวมถึงในครอบครัวมักจะมีผู้ที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของผู้อื่นส่งผลให้คนที่เหลือเกิดความยินยอมคล้อยตาม ตัวอย่างเช่น ลัทธิจิม โจนส์ ที่มีการสังหารหมู่คนเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนั้นก็จะมีผู้ที่ต้องการตายบ้าง และไม่ต้องการตายบ้าง แต่โดยภาวะในขณะนี้ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันว่าจะต้องตาย อาจจะไม่เต็มที่แต่เมื่อมาถึงในจุดนั้นแล้วก็เลือกจะตาย
“ความศรัทธาที่จะไปไม่เท่ากัน แต่เป็นปรากฏการณ์กลุ่มที่ทุกคนสอดคล้องกัน ทุกคนล่มหัวจมท้ายกัน แต่ความอยากฆ่าไม่เท่ากัน แต่เป็นพฤติกรรมที่ตายหมดได้ เช่น แม่ลูกอยู่ด้วยกันแล้วเกิดมีโรค ก็ชักชวนกันตาย อีกฝ่ายอาจจะรู้สึกไม่มากแต่คิดว่าไม่มีอะไรดีขึ้นแล้วก็ทำตาม เช่น ครอบครัวคนจีน ที่ลูกชายถือบังเหียนแล้ว ก็เกิดเป็นความสมยอม รวมกับความเชื่อ” นายอธิชาติ กล่าวและว่า ในสมัยก่อนเคยมีเหตุการณ์ของความเชื่อทางศาสนาของชาวจีนที่มีการฆ่าตัวครอบครัวด้วยการสังหารที่ไม่ใช่ยาพิษ และในเหตุการณ์ของเจ้าของเต็นท์รถที่ฆ่าตัวตายยกครอบครัว หากมองอีกมุมก็อาจจะมองได้ว่า ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเต็มตายของทุกคน หรือบางคนอาจจะมีการขัดขืนแต่ทำปฏิเสธไม่ได้ เกิดโดย 2 ปัจจัยหลัก คือ 1.ความอยากตายไม่เท่ากัน 2.การคานอำนาจกัน หรือการบังคับ กรอกปาก รวมถึงการจัดศพที่ตายด้วย
นายอธิชาติ กล่าวว่า ทุกคนควรจะช่วยกันปรับตัวไปในอีกทางหนึ่ง และสิ่งที่น่ากังวลคือครอบครัวนี้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร สังคมหรือคนรอบข้างไม่มีใครให้ความช่วยเหลือเลยหรือไม่ สังคมปล่อยให้ครอบครัวโดดเดี่ยวจนทำเช่นนี้ได้อย่างไร ในอนาคตสังคมจึงต้องมีการช่วยกันเฝ้าดู เช่น ญาติ เพื่อนบ้าน คนสนิท เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

