บิ๊กต๊อกชงปลัดฯยธ. ยกร่างแก้กฎหมายสสส.-สปสช. หวังแก้ประโยชน์ทับซ้อน – ติงกรรมการสสส.บางคนชงขอ งบองค์กรตัวเองไม่เหมาะสม
เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ว่า ตามที่ครม.มีมติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกันพิจารณาหาแนวทางแก้กฎหมายในเรื่องดังกล่าว ซึ่งตนได้มอบหมายให้นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นหัวหน้าคณะทำงานยกร่างกฎหมาย โดยให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมรวมถึงศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) ที่มีหน่วยงานตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน เช่นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) รวมอยู่ด้วย โดยพ.ร.บ.สสส มีประเด็นหลักที่ต้องแก้ไขคือนิยาม ผลประโยชน์ทับซ้อนและระเบียบว่าด้วยการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคกฎหมาย จึงต้องให้คณะกรรมการกฤษฎีกามาร่วมประชุมพิจารณาเพื่อหาข้อยุติ นอกจากกฎหมายสสส.ยังรวมถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ด้วย อย่างไรก็ตามการแก้ไขทั้งหมดต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าจะไม่กระทบกับการดูแลประชาชน หรือทำให้การจ่ายเงินล่าช้า แต่ต้องทำให้ดีขึ้นแน่นอน ในส่วนของพ.ร.บ.สปสช.ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ขออย่านำไปเชื่อมโยงหมายความว่าไม่ให้ใช้งบประมาณในการดูแลสุขภาพของคน เพราะอยากให้เข้าใจว่าการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ต้องมีหลักเกณฑ์การทำบันทึกเอกสาร ซึ่งไม่ใช่หมายความว่าทำอย่างนี้แล้วงบประมาณถึงประชาชนจะช้า ทั้งนี้ ยืนยันว่าการดูแลประชาชนยังเหมือนเดิมและต้องดีกว่าเดิม ซึ่งได้ให้นโยบายกำชับไปว่าอะไรบ้างที่ต้องคุยกับสสส. และสปสช.ด้วยว่าอะไรที่เขาใช้งบประมาณแล้วไม่ทันต่อความต้องการของประชาชนที่ต้องพูดกัน เพราะเป็นเงื่อนไขข้อกำหนดเฉพาะก็จะต้องเขียนมาให้ชัดเจนต้องนำงบประมาณไปใช้และในการใช้งบประมาณนั้นจะต้องถูกตรวจสอบการใช้งบ เพราะสตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท.ยึดถือการปฏิบัติตามกำหนดไว้ในกฎหมายเดิม ซึ่งต้องเข้าใจรูปแบบการใช้งบประมาณของสสส.ด้วย
” การทำงานมีคณะกรรมการชุดใหญ่แล้วตัวเองก็ไปมีชื่ออยู่ในองค์กรที่ตนเองไปของบ ซึ่งตัวเองไปชงมาแล้วก็เสนอของบประมาณมานั้นเป็นการไม่เหมาะสม แม้จะบอกว่าตัวเองในวาระนี้เดินออกจากที่ประชุมเพราะในระบบอุปถัมภ์ก็จะมีความเกรงใจกัน ซึ่งในครม.หรือข้าราชการผู้ใหญ่ นักการเมือง ก็ใช้ระบบเดียวกัน ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำข้อตกลง จัดซื้อ จัดจ้าง ประมูลงาน ทั้งนี้ ยังตอบไม่ได้ว่าจะเขียนระบุชัดไว้ในพ.ร.บ.นี้หรือขอดูรายละเอียดในกฏหมายก่อน แต่ยืนยันว่าการออกพ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อออกมาแก้เรื่องนี้ แต่จะเขียนอย่างไรนั้นต้องไปดูอีกที”พล.อไพบูลย์กล่าว

