เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. เปิดเผยว่า มีข่าวดีด้านวัคซีนของประเทศไทย โดวันนี้เป็นการลงนามความร่วมมือระหว่าง สธ. โดย กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) กับ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ที่มีองค์ความรู้อยู่แล้วแต่จะมีการแบ่งปันความรู้ร่วมกันต่อต้านโรคอุบัติใหม่ โดยใช้โรคอุบัติใหม่ไวรัสโคโรนา 2019 เป็นตัวแบบในการพัฒนา สร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศไทยให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้
ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิบการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีความพร้อมทุนมนุษย์ มีผู้เชี่ยวชาญ ความรู้และเครื่องมือในห้องปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยสูง เพื่อทำวิจัยเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรง จึงมีความพร้อมร่วมมือกับสธ.และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ
ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดีกำกับดูแลด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาฯ มีศูนย์วิจัยวัคซีนที่สามารถคิดค้นตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงกลางน้ำ สัตว์ทดลองและในลิงได้ พร้อมกับมีความร่วมมือในมหาวิทยาลัยติดอันดับ 100 (ท็อป 100) ของโลกในการวิจัยวัคซีน การสร้างความแข็งแกร่งพื้นฐาน เป็นจุดที่สามารถเผชิญวิกฤตในปัจจุบันและอนาคตได้ จึงมีความพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกฝ่าย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การควบคุมดูแลการติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 วัคซีนจะเป็นเครื่องมือสำคัญให้การแพร่กระจายอยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้ ทั้งนี้ในเครือข่ายในการวิจัยประเทศไทยร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อให้ประเทศมีความพร้อม สิ่งที่สำคัญ คือ คัดเลือกวัคซีนที่มีความเหมาะสมในทุกๆ รูปแบบที่มีในฐานวิจัยของประเทศไทยอยู่แล้วและนำเข้าสู่กระบวนการทดสอบ ทั้งนี้ประเทศมีความร่วมมือทั้งภายในประเทศและต่างประเทศชั้นนำ จึงมีความพร้อมขับเคลื่อนต่อไปในเวลาที่เหมาะสม
นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า สถาบันวัคซีนเป็นหน่วยงานกลางของประเทศ ที่จะพัฒนาวิจัยวัคซีน โรคไวรัสโคโรนา2019 จึงเป็นเหมือนบททดสอบสำคัญที่จะตรวจสอบความพร้อมของเราที่มีการพัฒนามากว่า 10 ปี ตั้งแต่ในระดับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานภายในและภายนอกของ สธ. เมื่อเรามีโรคอุบัติใหม่ ก็จะเป็นโจทย์ใหญ่ ในการต้องรวบรวมความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ให้ได้วัคซีนป้องกันโรค และแสวงหาความร่วมมือกับนานาชาติ อาทิ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และได้รับการตอบรับว่ายินดีที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อสอดคล้องกับทิศทางขององค์การอนามัยโลกว่าความพยายามในการพัฒนาวัคซีนจะต้องไม่ซ้ำซ้อน แต่ให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน

ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประสบความสำเร็จในการแยกเชื้อไวรัสจากผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หลายราย ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้นำเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาขยายเพิ่มปริมาณในเซลล์เพาะเลี้ยง ภายใต้การปฏิบัติงานในห้องชีวนิรภัยระดับ 3 (Biosafety Level 3) ด้วยเล็งเห็นว่าเชื้อดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่องานวิจัยในหลายแขนง เช่น การพัฒนายาหรือวัคซีนป้องกันโรค การพัฒนาวิธีตรวจวินิจฉัยโรค ตลอดจนการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ อันเป็นประโยชน์ต่อการรักษา ป้องกัน และควบคุมโรค ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

อย่างไรก็ตาม นพ.โอภาส กล่าวว่า เนื่องจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นเชื้ออุบัติใหม่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีอันตรายร้ายแรง คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการด้านวิชาการและด้านกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ.2558 จึงได้เพิ่มชื่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นเชื้อโรคที่ประสงค์ควบคุมตามมาตรา 18 (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2563 ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ.ได้ลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ให้จำแนกเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นเชื้อกลุ่ม 3 ที่จะต้องควบคุม ผู้ที่จะครอบครองต้องขออนุญาตที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หากหน่วยงานใดมีความประสงค์จะขอครอบครองเชื้อดังกล่าว จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เชื้อโรคและพิษสัตว์ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยินดีสนับสนุน หากการศึกษาวิจัยดังกล่าวมีเป้าหมาย เพื่อประโยชน์สูงสุดในการรักษา ป้องกัน และควบคุมโรค ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สธ. โทร.0 2951 0000 ต่อ 99206, 99305

