“อนุทิน” ลั่น โควิด-19 ไทยอยู่อันดับ 13 รักษาหาย 2 ใน 3 ของผู้ป่วย

29.02.20 | 15:58 น.

“อนุทิน” ลั่น โควิด-19 ไทยอยู่อันดับ 13 รักษาหาย 2 ใน 3 ของผู้ป่วย

เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการสธ. พร้อมด้วย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดสธ. นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่10 แถลงข่าวความคืบหน้าของสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

 

Advertisement

นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ร่วมกับการยืนยันจากองค์การเภสัชกรรม(อภ.) ว่า อภ.ไม่ได้เป็นผู้ผลิตหน้ากอนามัย ซึ่งหากผลิตได้เองก็คงจะต้องให้เลิกผลิตยาและเร่งผลิตหน้ากากอนามัยเพียงอย่างเดียวก่อน แต่ อภ.ทำหน้าที่ให้ สธ.ด้วยการหาซื้อหน้ากากอนามัยมาเพื่อใช้ในภารกิจของโรงพยาบาล(รพ.)ต่างๆ แต่ด้วยการประสานงานของทั้ง อย.และนโยบาของ สธ.ที่มีความเป็นห่วงประชาชนในการใช้หน้ากากอนามัย จึงมีคำสั่งให้ทุกกรมของกระทรวง ทำการแจกหน้ากากอนามัยให้ประชาชน หากผู้ที่หากซื้อไม่ได้ ให้เดินทางมาที่ สธ. ซึ่งจะได้รับไม่เกินคนละ 3 แผ่น ทั้งนี้เพื่อช่วยลดภาระทุกฝ่าย เริ่มในวันจันทร์ที่ 2 เป็นต้นไปอีกระยะหนึ่ง โดยจะไม่แจกให้กับบุคลาการของ สธ.เนื่องจากบุคลากรที่ทำงานเพื่อประชาชนจะต้องมีความรู้ที่จะนำตัวเองออกจากการติดเชื้อ ทั้งนี้เป็นความตั้งใจจะนำของเหล่านี้มามอบให้กับประชาชนที่ไม่สามารถหน้ากากอนามัยใช้ได้

“ให้นึกถึงประโยชน์ของส่วนร่วม อย่าเวียนเทียนมา เราไม่มีปัญญาเช็กบัตรประชาชนของท่าน นึกถึงบาปบุญคุณโทษดีกว่า หากใครเอามาเพื่อเอาไปขายแพงๆ ผมว่าบาปหนาแสนสาหัส ขอให้นึกถึงประโยชน์ของเพื่อนร่วมชาติ ให้มารับแล้วเอาไปใช้กับตัวเอง อย่ากักตุน แล้วแช่งเอาไว้แล้วว่าห้ามตุน หากจับได้จะดำเนินคดีด้วย พยายามทำทุกอย่างที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยกับประชาชนมากที่สุด อาจจะดูเป็นไปไม่ได้แต่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า สธ.มีความพยายามที่จะหาสารตั้งต้น วัตถุดิบในการผลิตยาที่มีรายงานในต่างประเทศมีสรรพคุณสามารถรักษาโรคนี้ได้ อย่างไรก็ตามในประเทศไทยส่วนของยาที่ใช้บรรเทาโรคนี้ได้ก็ยังมีพร้อม และ อภ.สามารถผลิตซึ่งไม่ต้องกังวลว่าจะมีการขาดยา แต่ยาที่จะได้มาจากต่างประเทศอาจจะใช้ในผู้ป่วยที่มีการต่อต้านหรือแพ้ยาที่เคยได้ใช้รักษาด้วย ผลที่ออกมาคือจำนวนผู้ป่วยที่รักษาหายมีถึง 28 ราย หากมองด้วยความเป็นธรรมคือ จำนวน 42 ราย กลับบ้านแล้ว 28 ราย เป็นอัตรา 2 ใน 3 ดังนั้นจะต้องเข้าใจว่าโรคนี้ยังรักษาได้ เพียงแต่ติดต่อกันง่ายและหากมีโรคแทรกซ้อนก็อาจจะทำให้เกิดอาการหนัก

 

“ผู้ป่วยคนหนึ่งซึ่งมีอาการวัณโรคอยู่ด้วย ซึ่งถือว่าอาการหนักมาก ผมสวดมนต์ทุกวันว่าอย่าให้เขาเป็นอะไร วันนี้อย่างน้อยเชื้อโควิดไม่มีแล้ว ผลแลปเป็นลบแล้ว แต่ยังออกจาก รพ.ไม่ได้เพราะต้องรักษาเรื่องวัณโรคต่อ นี่คือสิ่งที่ประชาชนจะมีความหวังและความสบายเพิ่มมากขึ้น ถ้ามองว่าโรคนี้เป็นโรคติดต่ออันตราย ก็จะต้องพูดเป็นครั้งที่ร้อยว่า ขอให้รักษาสุขภาพตัวเองมห้แข็งแรง ออกกำลังกาย นอนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่สุก ใช้ช้อนกลาง” นายอนุทิน กล่าว

นพ.สุขุม กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 13 ของการพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และมีผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อเพิ่มใหม่ 1 ราย เป็นชายอายุ 21 ปี พนักงานขายของใกล้ชิดกับชาวต่างชาติ แรกรับที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง และส่งต่อมายัง นพ.นพรัตนราชธานี ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 2 แห่งตรงกันว่า พบเชื้อไวรัสโคโรนา2019 โดยมีอาการไข้ ไอ ส่วนผู้ติดตามใกล้ชิดได้แก่ ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน บุคลากรทางการแพทย์ในรพ.เอกชนที่แรกรับ เรียบร้อยแล้ว สรุปยอดรวมขณะนี้มีผู้ป่วยที่ยังรักษาตัวอยู่ใน รพ. 14 ราย รักษาหายแล้ว 28 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 42 ราย และผู้ป่วยวิกฤต 2 ราย ที่สถาบันบำราศนราดูร ล่าสุดในร่างกายตรวจไม่พบเชื้อไวรัส แต่ยังต้องรักษาให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เนื่องจากมีโรคแทรกซ้อน

นพ.สุขุม กล่าวว่า สธ.ขอวิงวอนประชาชนที่ไม่มีความจำเป็นในเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด ให้เลี่ยง เลื่อน งด การเดินทาง เช่น การเดินทางไปประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยมาก และประเทศที่อยู่ใน 12 ลำดับแรก ซึ่งประเทศไทยแยู่ในลำดับที่13 ส่วนข้อสงสัยข้อกังวลของประชาชนที่เดินทางไปพื้นที่เสี่ยงกลับมาแล้วจะปฏิบัติตัวอย่างไร ขอความร่วมมือ ต้องสังเกตอาการป่วยอยู่ที่บ้านที่พักจนครบ 14 วัน นับจากวันที่กลับ หลีกเลี่ยงการไปที่สาธารณะที่มีคนอยู่หนาแน่นโดยไม่จำเป็น ให้สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น งดใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น หมั่นล้างมือบ่อยๆ กินร้อนช้อนกลาง หมั่นทำความสะอาดห้องน้ำ ชักโครก ลูกบิดประตู ด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เสื้อผ้า และหากภายใน 14 วัน มีไข้ร่วมกับไอ จาม ให้รีบมาพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง และ ส่วนการตรวจเชื้อไวรัส หากเป็นผู้ที่เข้าข่ายสงสัย ตามเกณฑ์ของสธ. เช่น หากกลับมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงหรือทำงานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส ให้ไปรับการตรวจที่ รพ.ตามสิทธิ ไม่เสียค่าใช้จ่ายค่าตรวจ หากยังไม่มีอาการใด ๆ หรืออาการไม่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ ไม่แนะนำให้ไปตรวจเอง หากอยากตรวจต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ทั้งนี้ในกลุ่มที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่เข้าข่ายแต่เป็นผู้เดินทางมาจากประเทศที่เสี่ยง แม้จะตรวจไม่พบเชื้อ ในครั้งแรกขอให้สังเกตอาการป่วยอยู่ที่บ้าน ที่พัก จนครบ 14 วัน

 

เมื่อถามว่ามีแนวปฏิบัติอย่างไรในโรคระบาด เช่น กำลังคน อุปกรณ์ โดยเฉพาะ 8 จังหวัดที่มีรายงานความเสี่ยงสูง นพ.โสภณ กล่าวว่า ในช่วงเดือนมกราคมที่มีการกำหนด 8 จังหวัดเสี่ยงเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาก แต่ในเดือนกุมภาพันธ์เน้นการค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ในพื้นที่เหล่านั้น หากสังเกตจะพบว่าช่วงหลังๆ จะมีผู้ป่วยรายใหม่ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ เช่น กรณีปู่ย่าที่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น การเตรียมพร้อมทำทั่วประเทศ ส่วนทรัพยากรมีเพียงพอ เนื่องจากช่วงนี้เป็นการตรวจยืนยันวินิจฉัย การรักษาพยาบาลไม่ได้มีผู้ป่วยที่ล้น จึงมีความเพียงพอต่อการบริหารจัดการ บุคลากรได้รับการอบรมการป้องกันการติดเชื้อใน รพ.มากขึ้น

เมื่อถามจะมีการติดเชื้อที่ธนบัตรหรือเหรียญ จะต้องป้องกันอย่างไร นพ.โสภณ กล่าวว่า เป็นสิ่งของสัมผัสร่วม เช่น โต๊ะ ราวบันได ลูกบิดประตู หากสัมผัสแล้วมีสิ่งปนเปื้อนมา จึงจะต้องล้างมือบ่อยๆด้วยสบู่ หากไม่สามารถล้างมือได้ทันทีหลังจากจับธนบัตรหรือสิ่งของแนะนำเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ขยี้ตา จมูก หรืออาจจะใช้การใช้จ่ายด้วยธนาคารออนไลน์ก็จะลดความเสี่ยงได้

เมื่อถามว่าช่วงเย็นวันนี้จะมีการชุมนุมของนักศึกษาครั้งใหญ่ ควรจะทำอย่างไร สั่งห้ามหรือไม่ ในการจัดงานมีการแจกหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ เพียงพอหรือไม่ในการจัดงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ให้ตระหนักถึงความอันตราย และให้ความเคารพปัญญาชนทุกท่าน ขอให้มีความกังวลเนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้มีการระบาดของโรคได้แย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะการรวมตัวของคนหมู่มากก็ตะทำให้โอกาสมีการระบาดของโรคเพิ่มมากขึ้น และได้แสดงความกังวลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฝ่ายความมั่นคง กฎหมายได้ให้อำนาจของแต่ละฝ่ายไว้เรียบร้อยแล้ว สธ.มีหน้าที่แจ้งเตือนและขอร้องให้ทุกคนให้ความร่วมมือ อย่าให้ถึงขั้นบังคับกัน หากจะต้องจัดงาน ผู้ที่จัดงานก็จะพยายามวิธีที่ทำให้เกิดความผลอดภัยกับผู้ที่มาร่วมงานให้มากที่สุดดีกว่า แต่ต้องระวังเรื่องของกฎหมาย หากมีการรายงานว่าพื้นที่นั้นสามารถแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้แต่ยังเดินหน้าต่อ ตรงนี้อาจจะมีผู้ถูกดำเนินคดี จึงควรหาวิธีทางอื่นที่จะเลื่อนหรือระงับไป และหาวิธีแสดงสัญลักษณ์อื่นๆ ออกมา โดยที่ไม่ต้องนำคนไปรวมกันเยอะๆ

“ขอให้เป็นเรื่องความร่วมมือ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเราก็คงปล่อยอยู่แล้ว แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่ปกติ ขอให้ความร่วมมือห่วงใยสุขภาพตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าไปติดกันทุกคนมีสิทธิติดได้หมด ถ้าติดกันยาไม่พอรักษา สถานพยาบาลไม่พอก็จะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต” นายอนุทิน กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน