หน้าแรก ในประเทศ ป.ป.ช.ตั้งเป้...

ป.ป.ช.ตั้งเป้าพิจารณาคดีปีหน้าให้ได้500คดี ขอ2ปีจัดการที่ค้างได้ทั้งหมด

6.07.16 | 11:32 น.

ป.ป.ช.ตั้งเป้าพิจารณาคดีปีหน้าให้ได้ 500 คดี และจะต้องพิจารณาคดีทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี ย้ำยุทธศาสตร์ชาติระยะที่ 3 เน้นให้ ปชช.เป็นศูนย์กลางต้านทุจริต

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 กรกฎาคม ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ วิภาวดี หลักสี่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เป็นประธานเปิดการประชุมทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (2560-2564) โดย พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวว่า การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะที่ 3 เพื่อร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านทุจริตทุกรูปแบบ และเป็นการยกระดับจากระยะที่ 2 มุ่งเน้นการจัดการปัญหาทุจริต “ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต่อต้านทุจริต” ให้ความสำคัญกับการขัดเกลาสังคมในทุกระดับ และทุกช่วงวัย พร้อมกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการต่อต้านทุจริต และปฏิรูปการดำเนินงานเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ หากสามารถทำได้เชื่อว่าจะยกระดับค่าดัชนีชี้วัดเรื่องการทุจริตในประเทศไทยดีขึ้น ทั้งนี้ หลังจากการประชุมวันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะรวบรวมความคิดเห็นของทุกท่านเพื่อไปปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ฯ ก่อนที่จะนำแผนยุทธศาสตร์ฯเสนอเข้า ครม.ในเดือนสิงหาคมนี้ต่อไป

จากนั้น พล.อ.วัชรพลกล่าวบรรยายพิเศษ หัวข้อ “ทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564)” ว่าเราอยากให้ประเทศไทยของเราได้รับการประเมินดัชนีการรับรู้เรื่องการทุจริต (ซีพีไอ) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันพยายามทำคือแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเราพบข้อมูลว่า แนวโน้มของการทุจริตคอร์รัปชั่นจะมีความรุนแรง และซับซ้อน ยากต่อการที่หน่วยงานจะตรวจสอบได้ จากข้อมูลตรงนี้จึงทำให้เกิดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สปท.ได้เป็นผู้ดำเนินการศึกษา และเสนอให้มียุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาดังกล่าวไว้ 3 หัวข้อที่น่าสนใจคือ 1.ยุทธศาสตร์การปลูกฝังคนไทยไม่โกง เน้นให้คนเป็นศูนย์ลางของการปฏิรูป 2.ยุทธศาสตร์การป้องกันด้วยการเสริมสร้างสังคมธรรมภิบาล และ 3.ยุทธศาสตร์การปราบปรามการทุจริต อย่างไรก็ตาม เรื่องการทุจริตที่มีการร้องเรียนมายัง ป.ป.ช.นั้นมีกว่าหนึ่งหมื่นเรื่อง แต่เราสามารถจัดการได้เพียงหลักร้อย คือประมาณสองร้อยกว่าเรื่องเท่านั้น หากเรายังดำเนินการในลักษณะเดิม ป.ป.ช.จะกลายองค์กรที่ล้มเหลวเรื่องประสิทธิภาพ เราจึงต้องเร่งพัฒนากระบวนการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆ โดยยุทธศาสตร์ชาติระยะที่ 3 นี้ จะมุ่งเน้นการปราบปรามการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง คือเริ่มตั้งแต่กระบวนการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง และข้าราชการ การนำนโยบายไปปฏิบัติ ในระยะกลาง มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาระบบ นวัตกรรมมาใช้ในการวางระบบการป้องกันการทุจริตในเชิงรุก และระยะสามคือการปฏิรูปกลไก ประสิทธิภาพการปราบปรามเพื่อให้การปราบปรามบรรลุผล และระยะที่ 4 คือการติดตามผลการดำเนินงาน โดยจะนำดัชนีชี้วัดเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น ค่าซีพีไอที่จะทำให้รู้ว่าการทำงานมีความโปร่งใสหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งหากสามารถดำเนินการจนค่าซีพีไอมากกว่าร้อยละ 50 จะถือเป็นการพลิกโฉมประเทศไทยเรื่องการปราบปรามการทุจริต ทั้งนี้ ป.ป.ช.จะต้องมีการตั้งกรรมการติดตาม และประเมินผลของยุทธศาสตร์ชาติระยะที่ 3 นี้ด้วย

พล.อ.วัชรพลกล่าวว่า วันนี้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.พร้อมทำงานหนัก โดยรัฐบาลได้เพิ่มเจ้าหน้าที่เพื่อให้ทำงานให้ ป.ป.ช.อีก 700 คน เราจึงตั้งเป้าว่า ในปีหน้าเราจะพิจารณาคดีให้ได้ 500 คดี คือคิดเป็น 100% ของปีที่ผ่านมา และต่อๆ ไปเราก็จะเร่งดำเนินการให้คดีต่างๆ ทั้งหมดพิจารณาเสร็จสิ้นภายใน 2 ปี อย่างไรก็ตาม เราตั้งเป้าเบื้องต้นว่า การไต่สวนคดีเล็ก เช่น คดีในต่างจังหวัด จะต้องพิจารณาและไต่สวนให้เสร็จภายใน 6 เดือน และส่งให้อัยการภายในช่วงระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับที่ขณะนี้ทาง สนช.ได้มีการเห็นชอบในการตั้งศาลคดีทุจริตแล้ว