รุกคืบภาค8’เมทินี’รองปธ.ศาลฎีกานำทีมลงเรือนจำนำคำร้องใบเดียวให้ผู้ต้องหาเซ็นส่งศาลภูเก็ตพิจารณาปล่อยชั่วคราวหรือไม่ ยันเป็นโครงการต่อเนื่อง ลดเหลื่อมล้ำ ให้ความมั่นใจผู้พิพากษากล้าปล่อยผู้ต้องขังไม่ต้องกลัวโดนวินัยหากทำโดยสุจริต’ท่านเปา’ภาค8 ขานรับ ก.ย.นี้ขยายทุกศาล
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่เรือนจำจังหวัดภูเก็ต นางเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานที่ปรึกษาโครงการขับเคลื่อนนโยบายประธานศาลฎีกา พ.ศ.2562 – 2563 เรื่อง “การยกระดับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาหรือจำเลย” พร้อมด้วย
นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา,นายนาวี สกุลวงศ์ธนา ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา พร้อมคณะทำงานโครงการฯลงพื้นที่ ตรวจศาลนำร่องจังหวัดต่างๆ ในการวางเป้าหมายหลักเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา/จำเลย , ลดการเรียกหลักประกัน , เพิ่มความปลอดภัยให้สังคม และลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นในทุกขั้นตอน
โดยมีนายกำธร พรหมขุนทอง รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 เเละ นายนรา เมธาธราธิป ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต พร้อมผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในพื้นที่ภาค8 ให้การต้อนรับพาเข้าไปในเรือนจำจังหวัดภูเก็ต
โดยเมื่อเข้าไปในเรือนจำจังหวัด นางเมทินี ได้เเบ่งคณะทำงานพร้อมผู้พากษาในพื้นที่ภาค8ออกเป็นกลุ่มละ3คน พร้อมให้ความรู้กับผู้ต้องขังให้ทราบถึงสิทธิ ส่งเสริมให้มีการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องเสนอหลักประกันมาพร้อมคำร้องขอประกันใบเดียว เพื่อยื่นให้ศาลจังหวัดภูเก็ตได้พิจารณาในวันดังกล่าวเลย
โดยนางเมทินี กล่าวต่อผู้ต้องขังว่า ทุกคนจะได้สิทธิเท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าคนมีเงินเท่านั้นจะได้รับการปล่อยชั่วคราว แต่จะพิจารณาเงื่อนไขอื่นในการได้รับการปล่อยชั่วคราวด้วย ก่อนหน้านี้อาจเคยได้ยินว่าต้องมีเงินประกันตัวเท่านั้นจึงได้ออกจากคุก แต่ตอนนี้ประธานศาลฎีกา(นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์)ได้พยายามสร้างโอกาสเเละขยายการคุ้มครองสิทธิให้เเก่จำเลยหรือผู้ต้องหาทุกคนเท่าเทียมกัน อาทิ เรื่องการปล่อยประกันตัวที่ให้ศาลทำงาน 7 วันเต็ม ทั้งยังให้มีการกรอกคำร้องปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ ทั้งนี้เพื่อขยายโอกาสในการปล่อยชั่วคราวของประชาชนอันช่วยลดความเเออัดเรือนจำ เเละสิ่งสำคัญคือการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะมองว่าการที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ไม่ได้กระทำความผิดที่รุนเเรงเเละมีประวัติไม่เคยกระทำผิดได้กลับไปอยู่กับครอบครัวจนกว่าจะมีการพิจารณาคดีเเล้วเสร็จเเละมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เป็นผู้กระทำความผิดจริงหรือไม่
“ศาลให้บริการกับคู่ความไม่ได้แยกว่าเป็นโจทก์หรือจำเลยทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันโดยจะทำมาเป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาเราไม่ได้สัญญาว่าจะปล่อย แต่เราจะพิจารณาโดยไม่มีเรื่องเงิน เรื่องนี้เเม้ตอนนี้จะเป็นโครงการ เเต่เราจะไม่ทำแค่ระยะเวลาใดเวลาหนึ่งแต่โครงการนี้จะเป็นโครงการที่ศาลยุติธรรมจะทำยั่งยืนตลอดไป”นางเมทินี

หลังจากนั้น นางเมทินี พร้อม นายกำธร เเละ นายนรา พร้อมผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในพื้นที่ภาค8 ร่วม30คน มาประชุมร่วมกันที่ศาลจังหวัดภูเก็ต
โดยนางเมทินี กล่าวว่าโครงการนี้เกิดขึ้นจาก นโยบายของ นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ที่ได้จากการสอบถามบุคลากรภายในเเละความเห็นของประชาชน เเละได้ข้อคิดเห็นมาจัดทำเป็นนโยบายซึ่งเป็นการยกระดับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาหรือจำเลย โดยต้องคำนึงถึงเหยื่ออาชญกรรมเเละความสงบสุขในสังคมเพื่อให้มีความเหมาะสมสมดุลควบคู่กันไป โดยไม่มีการละเลยทั้งสองส่วน ซึ่งมี3ข้อย่อย 1.คือการกำหนดมาตรการการขอปล่อยชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ ความสะดวกรวดเร็ว การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิการปล่อยชั่วคราว อย่างในเดือนมกราคม มีคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในศาลชั้นต้นเกือบ900คำร้องปล่อยชั่วคราวซึ่งอนุญาตปล่อยชั่วคราวไปมากกว่า800 คำร้อง มีทั้งการใช้กำไลอีเอ็ม ,การตั้งผู้กำกับดูเเล เเละการปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกัน ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็มีคำร้องปล่อยชั่วคราวกว่า700คำร้องสิ่งเหล่านี้ก็พิสูจน์ให้เห็นชัด ว่าถ้าเราไม่เปิดทำการในวันหยุดราชการ กลุ่มคนเหล่านี้ที่มีจำนวนหลายร้อยคนต้องถูกควบคุมอยู่ในที่คุมขังหรือเรือนจำอย่างน้อย 1-2วัน จะมองเห็นได้ว่าในวันหยุดนั้น คำร้องเข้ามาเเล้วศาลพิจารณาเเล้วสั่งปล่อยชั่วคราวก็สามารถออกจากเรือนจำได้เลย

นางเมทินีกล่าวว่า ตรงนี้ตนมองว่าเป็นความคุ้มค่ามากกว่าเรื่องงบประมาณ เพราะการทำงานด้านนี้อิสรภาพของคนเพียง1วันก็คุ้มค่ากับเรื่องค่าใช้จ่าย นายไสลเกษก็เข้าใจดีถึงเรื่องการเสียสละของผู้พิพากษาที่ต้องทำงานโดยไม่มีวันหยุดของผู้พิพากษาที่บางศาลมีจำนวนน้อย ค่าตอบเเทนที่เข้าเวรอาจจะได้น้อยเเต่สิ่งที่เราได้มาคือความสุขใจเเละเป็นกุศลที่เราได้ช่วย เพราะ1-2วันนี้ก็มีผลกับความรู้สึกกับตัวผู้ต้องหาเเละครอบครัวของเขา ซึ่งนอกจากจะเป็นการขยายโอกาสในเรื่องของเวลาแล้ว คำแนะนำของประธานศาลฎีกายังมีการขยายโอกาสในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ และเรื่องความสะดวกรวดเร็วซึ่งก็คือคำร้องใบเดียวที่ได้ยินกันมานานเเล้ว ซึ่งคำร้องใบเดียวมีศาลอาญาธนบุรีที่ นายรังสรรค์ กุลาเลิศ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรีเเละอดีตคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ซึ่งตอนนี้ดำรงตำเเหน่งผู้พิพากษาอาวุโส เป็นต้นตำหรับผลักดัน โดยขณะนั้นได้รับการตอบรับเพียงบางส่วนเเต่ตอนนี้ได้รับการยืนยันเเล้วว่าเป็นประโยชน์ เพราะคำร้องใบเดียวนี้ใครก็ตามสามารถยื่นคำร้องได้
“นอกจากนี้ข้อเเนะนำของประธานศาลฎีกายังระบุอีกว่าในชั้นศาลสูงคืออุทธรณ์เเละฎีกา ถ้าผู้ต้องหาหรือจำเลยมีหลักประกันไม่เพียงพอ ศาลชั้นต้นสามารถปล่อยชั่วคราวไปก่อนโดยกำหนดเงื่อนไขประกอบ เช่น ติดกำไลอีเอ็ม หรือตั้งผู้ดูเเล หรือให้ปล่อยชั่วคราวไปก่อนเเล้วค่อยหาหลักทรัพย์มาเพิ่ม ตรงนี้จะทำให้ประชาชนเข้าถึงง่าย สะดวกรวดเร็ว ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งต้องยอมรับว่าในกระบวนการยุติธรรมเรื่องการขอปล่อยชั่วคราวจะมีเรื่องการเช่าหลักทรัพย์ประกันหรือทำประกันอิสรภาพกับบริษัทประกันภัยซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวงเงินที่ศาลวางหรือกำหนดไว้ เเต่ถ้าเรามีอย่างอื่นเข้ามาเสริมค่าใช้จ่ายก็จะลดลงตามวงเงิน คำเเนะนำของประธานศาลฎีกาจึงต้องถูกนำไปเเปลงผลอย่างเต็มรูปธรรม โดยคณะทำงานที่ประธานศาลฎีกาตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายฯ คณะทำงานจึงได้ทำเเนวทางการปล่อยชั่วคราวตามคำเเนะนำของประธานศาลฎีกา เริ่มตั้งเเต่ว่าคำร้องใบเดียวคืออะไร เเตกต่างจากคำร้องปกติอย่างไร ซึ่ง คำเเนะนำดังกล่าวจะเเนะนำหลักเกณฑ์เเละเเนวทางการพิจารณาเเละสั่งคำร้องปล่อยชั่วคราว ซึ่งเป็นเรื่องที่มีกฎหมายรองรับอยู่ใน ป.วิอาญาเกี่ยวกับเรื่องการประกันโดยไม่มีหลักประกัน หรือมีหลักประกัน ซึ่งผู้พิพากษาสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าถ้าปล่อยไปเเล้วเกิดผู้ต้องหาหรือจำเลยหนีจะต้องโดนลงโทษวินัย เพราะด้วยความสุจริตที่มีจะเป็นเครื่องกำบัง ไม่มีใครถูกไล่ออกเพราะความสุจริต เเต่คนที่ถูกไล่ออกนั้นเกิดจากการทุจริตฯ ถ้าท่านกระทำโดยรอบคอบ ไม่มีส่วนได้เสีย ก็อยากให้หัวหน้าศาลที่มาในวันนี้ส่งต่อความมั่นใจถึงผู้พิพากษารุ่นน้องที่เป็นคนต้องทำงานเรื่องนี้”นางเมทินีกล่าว
นายนวรัตน์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวว่าโครงการนี้มาจากนโยบายประธานศาลฎีกาในข้อ 1 ที่นายไสลเกษ ประธานศาลฎีกา เเละ นางเมทินีได้คุยกันเเละเห็นถึงความสำคัญเเละผลักดันเรื่องการปล่อยชั่วคราวเป็นเรื่องเเรก เเต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านโยบายคือกฎหมาย ศีลธรรมเเละอุดมคติของความเป็นผู้พิพากษา ในด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา25วรรค5บัญญัติว่าคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต้องได้รับการพิจารณาและจะเรียกหลักประกันเกินควรมิได้ถ้าไม่ปล่อยต้องมีกฎหมาย ส่วน ป.วิ อาญามาตรา 106 เขียนไว้ชัดเจน ว่าการปล่อยชั่วคราวไม่ต้องมีประกันเลยก็ได้ หรือมีประกันอย่างเดียวไม่ต้องมีหลักประกันก็ได้หรือ ป.วิ อาญา มาตรา 110 บัญญัติว่าถ้าโทษตามกฎหมายสูงไม่เกิน 10 ปีไม่ต้องมีประกันก็ได้ อันนี้คือกฎหมาย เเละยังมีกฎหมายอื่นๆอีก ซึ่งเป็นซึ่งที่มีอยู่เเล้วในการปล่อยชั่วคราว ส่วนศีลธรรมคือพรหมวิหาร4 เมตตา ,กรุณา ,มุทิตา, อุเบกขา หรือสิ่งที่ควรทำ อุดมคติของผู้พิพากษาคือเราเป็นผู้พิพากษามีหน้าที่ให้ความยุติธรรมเราไม่อยากขังใครโดยที่ไม่จำเป็น ถ้าวันหนึ่งเราปล่อยคนในส่วนนี้จะเป็นบุญกุศล สิ่งที่ประธานศาลฎีกาได้คุยกับ นางเมทินี จนเป็นโครงการนี้จะยังมีต่อเนื่องจนไปถึงผู้บริหารศาลยุติธรรมรุ่นต่อไปให้มาผลักดันต่อไปเเน่นอน โครงการนี้จะเป็นกุศลนิ่งใหญ่มากกว่านโยบายของใครคนหนึ่ง ผู้พิากษาทุกคนสามารถร่วมกันทำอาจจะเหนื่อยลงเเรงกันขึ้นอีก
นายนาวี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา กล่าวว่าในวันนี้ที่ผู้พิพากษาได้ไปสัมภาษณ์ผู้ต้องขังจะเป็นกลุ่มที่ถ้าหากเขามีเงินเขาคงได้ประกันตัวไปเเล้ว เเต่ผู้ต้องขังหลายคนไม่มีเงินจึงต้องอยู่ในเรือนจำ เราจึงเข้าไปดูเเลให้ความรู้กลุ่มนี้ ซึ่งก็คาดว่าอาจจะมีหลายคนในวันนี้ที่ยื่นคำร้องใบเดียวเเละได้ปล่อยตัวมา จากนั้นเราจึงให้ความรู้ยังกลุ่มที่สองที่มาส่งผัดฟ้องครั้งเเรก ที่ไม่มีใครเข้าไปให้ความรู้ เพื่อให้คุกไม่ได้มีไว้เพื่อขังเฉพาะคนจนเท่านั้น
นายกำธร รองอธิบผู้พิพากษาภาค8 กล่าวว่า หลังจากได้รับนโยบายจากนายไสลเกษ ประธานศาลฎีกา นายสมศักดิ์ ขวัญแก้ว อธิบดีผู้พิพากษา ภาค 8 ได้มีคำสั่งถึงหัวหน้าศาลในพื้นที่ภาค8 เพื่อดำเนินงานตามนโยบาย ซึ่งในภาค8จะมีการขับเคลื่อนนโยบายไปพร้อมกันทั้งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต เเละผู้พิพากษาศาลในภาค8 ทุกศาลตอนนี้ดำเนินงานตามนโยบายข้อ1เเล้วครบ เเต่อาจจะมากน้อยต่างกัน โดยมีการเขียนเเผนงาน ซึ่งวันนี้ถือว่าได้รับโอกาสดีที่จะนำความรู้จากคณะทำงานมาปรับเเก้ไขเเผนงานต่อไป โดยในเดือนมิถุนายนปีนี้ทางภาค8จะดำเนินการได้ผล100%เปอร์เซ็นต์ เราจะลงเเรงลงใจหลายศาลเข้าไปในเรือนจำรวมทั้งคุยประชุมผู้ใหญ่บ้านเรื่องผู้กำกับดูเเลผู้ต้องหาหรือจำเลย ทั้งนี้อาจจะต้องเสริมเรื่อง การประเมิณความเสี่ยงออนไลน์ด้วย
ผู้สื่อข่าวรานงานว่าช่วงบ่าย นางเมทินี ประธานที่ปรึกษาคณะทํางานฯ คณะทํางานฯ พร้อม นายกำธร พรหมขุนทอง รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 เเละ นายนรา เมธาธราธิป ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต พร้อมผู้พิพากษาภาค8 ร่วม30คน ได้ร่วมประชุม กับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน จํานวน 26 คน ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้กํากับดูแลตาม พ.ร.บ.มาตรการกํากับและติดตามจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ.2560 ของศาลจังหวัดภูเก็ตเเละศาลในเขตพื้นที่ภาค8 เพื่อทําความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของผู้กํากับดูแลและรับฟังความคิดเห็น รวมถึงรับฟังปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ ของกํานันและผู้ใหญ่บ้านในฐานะผู้กำกับดูแลที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมาแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการเข้าไปสังเกตการณ์พบว่าตัวผู้ต้องหลายรายยังไม่มีความรู้เเละทราบถึงสิทธิในการยื่นคำร้องปล่อยชั่วคราวด้วยตัวเอง หรือคำร้องใบเดียว โดยบางรายพอตำรวจค้านประกันในคำร้องฝากขังมาก็คิดว่าตัวเองไม่สามารถยื่นประกันได้ หรือบางรายไม่สามารถติดต่อญาติหรือคนรู้จักมายื่นประกันตัวได้เลยทั้งที่คดีที่ตัวเองโดนตั้งข้อหานั้นเป็นคดีโทษเล็กน้อย เช่นคดีลักทรัพย์เงิน30บาท หรือคดี ครอบครองกัญชา ซึ่งเมื่อได้รับคำเเนะนำจากคณะทำงานก็ตัดสินใจยื่นคำร้องใบเดียวเพื่อประกันตัวต่อไป
สำหรับนโยบายการยกระดับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/จำเลย และการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ส่งเสริมให้มีการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องเสนอหลักประกันมา พร้อมคำร้องขอประกัน (แบบฟอร์มคำร้องใบเดียว) โดยจัดให้มีศาลต้นแบบในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/จำเลย รวม 10 ศาลทั่วราชอาณาจักร ได้แก่ ศาลอาญาธนบุรี , ศาลจังหวัดธัญบุรี , ศาลจังหวัดนครนายก ,ศาลจังหวัดนครราชสีมา , ศาลจังหวัดมหาสารคาม , ศาลจังหวัดลำพูน ,ศาลจังหวัดกำแพงเพชร , ศาลจังหวัดกาญจนบุรี , ศาลจังหวัดภูเก็ต , ศาลจังหวัดนาทวี ที่ผ่านมาคณะทำงานฯ ได้ลงพื้นที่ศาลต้นแบบแล้ว 4แห่ง ที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี , ศาลจังหวัดกำแพงเพชร , ศาลจังหวัดมหาสารคาม ,ศาลอาญาธนบุรี และจะขยายผลให้ครอบคลุมทุกศาล ภายในเดือนกันยายนนี้






เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

