สธ.เร่งตามหา “ผีน้อย” ที่เข้าไทยก่อนคำสั่งนายกฯ เตรียมใช้ผู้ว่าจังหวัด-จนท.ติดตามเฝ้าระวัง
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่10 และ นพ.บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย แถลงข่าวความคืบหน้าของสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า สถานการณ์ทั่วโลกใน 80 ประเทศ 2 เขตบริหารพิเศษ 1 เรือสำราญ ข้อมูลตั้งแต่ 5 มกราคม – 5 มีนาคม พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวน 94,380 ราย เพิ่มขึ้นจากวันที่ 4 มีนาคม จำนวน 2,059 ราย รายที่มีอาการรุนแรง 6,782 ราย แพทย์ให้กลับบ้านได้เพิ่มขึ้น 2,859 รายรวมสะสม 51,317 ราย คิดเป็นร้อยละ 54.4 เสียชีวิตสะสม 3,221 ราย ส่วนประเทศจีนพบผู้ป่วย 80,282 ราย เสียชีวิต 2,981 ราย ประเทศที่ต้องเฝ้าระวังใน 4 อันดับแรกคือ จีน เกาหลีใต้ อิหร่านและอิตาลี โดยในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 20 และลำดับที่ 19 คือ นอร์เวย์

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า กรณีของแรงงานไทยผิดกฎหมายที่เดินทางกลับมาจากประเทศเกาหลีใต้ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ให้ สธ. ร่วมกับกระทรวงคมนาคมกำหนดการคัดกรองที่ท่าอากาศยานและให้จำแนกกลุ่มคัดกรองดังนี้ 1.หากเป็นผู้ป่วยหรือสงสัยว่าป่วย ให้ดำเนินการแยกพักรักษาที่สถานพยาบาล 2.หากไม่มีอาการแต่เดินทางมาจากพื้นที่มีการระบาดของโรคสูง ให้ดำเนินการแยกพักในพื้นที่ควบคุมโรคที่รัฐบาลกำหนด 3.กรณีผู้ที่ไม่ป่วยและเดินทางมาจากพื้นที่อื่น ให้ดำเนินการแยกพักในพื้นที่ที่อยู่ในการกำกับของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อสั่งการให้ สธ. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาสถานที่เพื่อเตรียมการจัดให้เป็น “พื้นที่ควบคุมโรค” รองรับผู้เดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของภาครัฐ และเตรียมชุดปฏิบัติการในพื้นที่ควบคุมโรคทุกแห่งนั้น สธ.จึงได้จัดทำหลักเกณฑ์ลักษณะสถานที่กักกัน คือ สถานที่ หรือ พื้นที่ควบคุมโรค รองรับข้อสั่งการ เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยหลักเกณฑ์นี้ประกอบไปด้วย การจัดสถานที่ การรักษาความปลอดภัย ห้องครัว ห้องพยาบาล ระบบจัดการขยะ สถานที่อำนวยความสะดวกอื่นๆ การจัดเจ้าหน้าที่ดูแลในแต่ละวัน

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ขอความร่วมมือแรงงานผิดกฎหมายให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของ สธ. อย่างเคร่งครัด เนื่องจากก่อนหน้านี้มีผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงและ สธ. ได้ให้เฝ้าสังเกตอาการอยู่ในที่พักของตนเองเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน แต่พบว่ากลุ่มคนดังกล่าวไปมีกิจกรรมทางสังคมอย่างที่เป็นไปตามข่าว ดังนั้นจึงจะมีการยกระดับของผู้ที่เดินทางมาก่อนหน้านี้ ด้วยการติดตามจากรายชื่อผู้เดินทางที่ได้รับมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงขอให้มีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยการให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ให้ไปติดตามเฝ้าระวังรวมถึงสังเกตอาการว่ามีอาการของโรคระบบทางเดินหายใจหรือไม่ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน แต่หากมีความจำเป็นที่จะต้องออกจากบ้าน จะต้องประสานแจ้งรายงานไปยังเจ้าหน้าพนักงานควบคุมโรคหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อเน้นย้ำวิธีการปฏิบัติตน เช่น การสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
“อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการป้องกันโอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรค จึงต้องเน้นย้ำในสำนึกความรับผิดชอบของคนเหล่านั้นที่มีต่อสังคม และขณะเดียวกันก็เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวมของคนๆ นั้นที่จะไม่ไปรังเกียจ ตีตราหรือเลือกปฏิบัติ เราจะผ่านสถานการณ์การระบาดของประเทศไทยจะต้องอาศัยความสำนึกรับผิดชอบและความร่วมมือของสังคมโดยรวม และขอยืนยันว่าโรคนี้ป้องกันได้ ด้วยการกินร้อน ช้อนกลาง หมั่นล้างมือ สวมหน้ากากเมื่อมีความจำเป็นจะต้องไปในที่ที่มีคนหนาแน่น ขอให้ตระหนักแต่ไม่ตระหนก และดำเนินการในภาพรวมด้วยความสามัคคี” นพ.สุวรรณชัย กล่าว
เมื่อถามว่าในขณะนี้ประเทศจีนมีการรายงานว่าเชื้อไวรัสสามารถกลายพันธุ์ได้ สธ.ไทยได้รับข้อมูลอย่างไรบ้าง นพ.โสภณ กล่าวว่า รายงานชิ้นนี้เป็นข้อมูลที่มีการรายงานเป็นครั้งแรกและประเทศไทยจะต้องศึกษาต่อเช่นกันว่า ผู้ป่วยทั้งหมด 47 ราย ว่าจะพบปรากฏการณ์เดียวกันหรือไม่ ซึ่งคาดว่าในเวลาไม่นานก็จะสามารถทราบข้อมูลได้
เมื่อถามว่าในกรณีที่สุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 ในฮ่องกง ประเทศไทยจะมีการรับมืออย่างไรบ้าง นพ.โสภณ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการรายงานครั้งแรก ประเทศไทยเองอยู่ในระหว่างการเฝ้าระวัง และตามที่ สพญ.พรทิพภา เล็กเจริญสุข อาจารย์คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า ปัจจุบันที่คนไทยเลี้ยงสัตว์ในบ้าน หากพบว่าเจ้าของหรือคนในบ้านมีอาการเจ็บป่วย จะต้องแยกการดูแลรักษา เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ แต่ไม่ได้แปลว่าจะมีการติดเชื้อได้ง่าย หากมีข้อสงสัยสามารถปรึกษาสัตวแพทย์ได้ เพื่อให้คำแนะนำและมีการเตรียมส่วนของการตรวจไว้ในกรณีที่สงสัยว่าสัตว์ป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019

เมื่อถามว่าการให้เจ้าหน้าที่ควบคุมโรคเฝ้าระวังอาการผู้ที่เดินทางกลับมาจากประเทศเกาหลีใต้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจะมีบทลงโทษอย่างไรบ้าง นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ขณะนี้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 ได้ถูกประกาศเป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14 ในพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ในพระราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว เจ้าพนักงานควบคุมโรคหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายที่สอดรับกับข้อสั่งการว่า คนกลุ่มนี้จะต้องดูในการกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดนั้น ซึ่งแต่ละจังหวัดจะมีคณะกรรมการโรคติดต่อ ในกรณีที่เป็นคนไทยยกเว้นชาวต่างชาติจะใช้แนวทางเดียวกัน คือ ขอความร่วมมือผู้ที่ยังไม่ป่วย เนื่องจากหากป่วยแล้วจะต้องแยกตัวออกมารักษา จึงต้องขอความร่วมมือไป หากไม่ได้รับความร่วมมือจะใช้กฎหมายในมาตราที่ 34 มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
เมื่อถามว่ามาตรการที่กำลังเดินการกักกันผู้เดินทางมาจากประเทศเกาหลีใต้ ยังสวนทางกับความเป็นจริงอยู่ คือ ผู้ที่กลับมาจากพื้นที่เสี่ยงก็ยังออกนอกบ้าน เป็นมาตรการที่ไม่เข้มงวดหรือไม่ นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า จะมีผู้ที่เดินทางมาก่อนหน้านี้และผู้ที่เดินทางหลังจากที่คำสั่งออกมา ดังนั้นหลังมีข้อการก็จะเป็นการดำเนินการตามคำสั่งทุกประการ แต่ผู้ที่เดินทางมาก่อนหน้านี้จะมีการยกระดับ ให้อยู่ในพื้นที่กำหนดและจะมีการติดตาม และหากฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย
เมื่อถามว่าปัญหานี้การสะท้อนถึงมาตรการคัดกรองที่สนามบินว่าทำได้ไม่ดีหรือไม่ และจะมีการปรับมาตรการร่วมด้วยหรือไม่ นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า สธ.ทำการคัดกรองทุกคน หากมีความเสี่ยงสูงจะมีการคัดกรองที่ประตูขาเข้า ผู้ที่มีความเสี่ยงน้อยลงมาจะทำการคัดกรองที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) และขั้นตอนสุดท้ายคือการคัดกรองจากเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตามหากผู้เดินทางไม่มีอาการป่วย ก็จะเป็นการตวรจพบที่สถานพยาบาล ซึ่งจาก 4 รายล่าสุดก็เป็นเช่นนี้ เมื่อได้รับคำแนะนำจากสนามบินก็จะเฝ้าสังเกตอาการตนเอง และมารับการรักษาที่สถานพยาบาล รวมถึงการขอความร่วมมือกับประชาชนที่ให้ที่พำนักแกนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่มีความเสี่ยงนั้น จะต้องแจ้งแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรค

