ในความวิกฤต หน้ากากอนามัย ยังมีความหวัง

7.03.20 | 08:40 น.

ในความวิกฤต หน้ากากอนามัย ยังมีความหวัง

ในภาวะที่ทุกสังคมกำลังหวาดกลัว การระบาดของไวรัส โควิด-19 อย่างหนักนั้น ความเลวร้ายหนักที่ตามมาก็คือ หน้ากากอนามัย ที่ใช้สำหรับป้องกันเชื้อโรคร้ายชนิดนี้ ทั้งไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของคนที่ยังไม่เป็นโรค และไม่ให้กระจัดกระจายออกจากร่างกายของผู้เจ็บป่วย  กลับมาขาดตลาด ผู้คนทั่วไปหาซื้อไม่ได้ พ่อค้าแม่ค้ารายใหญ่กักตุนไว้ขายทางออนไลน์ และโก่งราคาสูงลิบลับ จากเดิมที่เคยขายอยู่ที่กล่องละ 46 บาท ต่อหน้ากากอนามัย 50 ชิ้น ถูกอัพราคาไปอยู่ที่กล่องละ 700-1,200 บาท เลยทีเดียว

ร้ายแรงไปกว่านั้นคือ มีหน้ากากอนามัยปลอม หน้ากากอนามัยใช้แล้วมาขายใหม่ และหน้ากากอนามัยไร้ประสิทธิภาพที่นอกจากไม่สามารถสวมใส่ป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายแล้ว เยื่อ เส้นใยที่เป็นอันตรายจากวัสดุที่ใช้ทำหน้ากากอนามัยนั้น อาจจะส่งผลต่อสุขภาพ ผู้สวมใส่หนักเข้าไปอีก

         

ความต้องการหน้ากากอนามัยที่คนไทยทั้งประเทศกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ ยังเดือดร้อนลามไปถึงบุคลากรทางการแพทย์ ที่ล่าสุดมีหลายโรงพยาบาลก็ส่งสัญญาณมาว่าเริ่มจะไม่มีใช้แล้วเช่นเดียวกัน

Advertisement

นึกภาพ หมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ คนด่านแรกที่ต้องเผชิญกับเชื้อโรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ต้องทำงานโดยปราศจากเครื่องมือป้องกันตัวเอง มันคือความเลวร้ายสำหรับการจัดการควบคุมโรค ของผู้หลักผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ในประเทศนี้อย่างชัดเจน

ยังไม่หมด สำหรับวิบากกรรมว่าด้วยเรื่องหน้ากากอนามัยของประเทศไทย รวมไปถึงของทั้งโลกด้วย เพราะข้อมูลความต้องการหน้ากากอนามัยเวลานี้ ความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่าของกำลังการผลิต หรือมากกว่า 6.75 ล้านชิ้นต่อวัน จากกำลังการผลิต 1.35 ล้านชิ้น/วัน อีกทั้งการนำเข้าหน้ากากอนามัยเดือนละ 20 ล้านชิ้น ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกอย่างจีนห้ามการส่งออกโดยเด็ดขาด

หนักไปกว่านั้น ในแง่ของการเพิ่มขึ้นของขยะติดเชื้อจากหน้ากากอนามัยใช้แล้ว คิดเบาๆ จากคนไทย 60 ล้านคนที่มีโอกาสใช้และเข้าถึงหน้ากากอนามัยแค่ครึ่งเดียว แค่ใช่คนละ 1 ชิ้นต่อวัน นั่นจะหมายถึงมีขยะติดเชื้อ (หรือไม่ติดเชื้อ) เพิ่มจากขยะอื่นๆ ที่ทิ้งกันเป็นปกติอยู่แล้วอีก วันละ 30 ล้านชิ้นเลยทีเดียว

ถือว่าสาหัสมากที่สุด ที่ต้องอยู่ท่ามกลางการสู้รบ โดยไม่รู้ว่าศัตรูจะมาในทิศทางไหน เมื่อไร อีกทั้งเรายังแทบจะไม่มีอะไรป้องกันตัวเลย

อารีรัตน์ ลีลาสุวรรณ์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

 

อารีรัตน์ ลีลาสุวรรณ์ ผู้บริหาร บริษัท เพอร์มา คอร์ปอเรชัน จำกัด ผู้ผลิตเส้นใย สิ่งทอ และผู้เชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยี เล่าว่า บริษัทได้ทำวิจัยและพัฒนาเส้นใย โดยนำเอาอนุภาคของนาโนซิงค์ ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ผสมผสานเข้าไปในเส้นใยสิ่งทอด้วยเทคโนโลยีเฉพาะด้าน แทนวิธีการเคลือบนาโนซิงค์ที่เส้นใยแบบเดิม ซึ่งทำให้อนุภาคนาโนซิงค์สามารถฝังลึกลงไปในเส้นใยไม่หลุดลอก ออกง่าย แม้จะผ่านการซักล้างกี่ครั้งก็ตาม แตกต่างจากวิธีเคลือบนาโนซิงค์ที่เส้นใย ที่เมื่อผ่านการซักล้างเพียง 30-50 ครั้ง นาโนซิงค์ที่เคลือบอยู่จะหลุดออกจากเส้นใยได้ง่าย ทำให้ประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรียลดลง

อารีรัตน์ บอกว่า เดิมทีนั้น เอาเส้นใยที่ผสมผสานนาโนซิงค์ไปผลิตถุงเท้า และผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ซึ่งเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษอยู่แล้ว คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารพิษลดปัญหาเรื่องกลิ่นอับชื้น โดยพบว่า คนไข้ติดเตียงที่มีปัญหาแผลกดทับที่ใช้ผ้าปูที่นอนกับปลอกหมอนจากเส้นใยผสมผสานนาโนซิงค์ พบปัญหาการอักเสบและติดเชื้อจากแผลกดทับลดลงอย่างชัดเจนมาก รวมไปถึงถุงเท้าที่ใช้เส้นใยดังกล่าว ลดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นและการอับชื้นมากกว่าถุงเท้าทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ได้รับการการันตีจากรางวัลนวัตกรรมสิ่งทอ จากสถาบัน เอนเตอร์ไพรส์ เอเชีย ในปี 2017

”หลังจากบ้านเรามีปัญหาเรื่องหน้ากากอนามัยไม่พอใช้ พนักงานในบริษัทเราไม่มีหน้ากาก เราเลยเอาเศษผ้าที่เหลืออยู่มาเย็บเป็นหน้ากากให้พนักงานใช้ และเห็นว่ามันก็ใช้ได้ดี ที่เห็นว่าดีมากเลยก็คือ มันลดปริมาณขยะที่เกิดจากการใช้หน้ากากอนามัยทั่วๆ ไปด้วย หน้ากากจากผ้าของเราใช้ได้ยาวนานถึง 6 เดือนเป็นอย่างต่ำ คือ ซักล้างแล้ว ประสิทธิภาพของนาโนซิงค์ยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้อยู่ มีอายุการซักล้างได้ไม่ต่ำกว่า 150 ครั้ง ตัวเองเคยทดลองใช้โดยไม่ซัก พบว่าใช้ไป 4 วัน กลิ่นก็ยังเป็นปกติ ไม่มีกลิ่นเหม็นอับของน้ำลายแต่อย่างใด แต่หลังจากนั้นเมื่อนำไปซัก ก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ตามปกติ”Ž อารีรัตน์กล่าว

เธอบอกด้วยว่า หากเทียบปริมาณการเกิดขยะจากหน้ากากอนามัยแล้ว หน้ากากผ้าเส้นใยผสมผสานนาโนซิงค์ 1 ชิ้น จะเท่ากับการใช้หน้ากากอนามัยทั่วไป 180 ชิ้น สามารถลดปริมาณขยะได้จำนวนมาก

ไชยยศ รุ่งเจริญชัย ผู้บริหารอีกคนของเพอร์มา กล่าวว่า สิ่งที่บริษัทกำลังทำในเวลานี้ นอกจากผลิตหน้ากากสำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว ยังเร่งผลิตเพื่อส่งให้บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลต่างๆ ที่ขอสนับสนุนเข้ามาด้วย มีหลายโรงพยาบาลจากทั่วประเทศที่เริ่มจะขาดแคลนหน้ากากอนามัยติดต่อเข้ามา เพื่อขอให้ทางบริษัทส่งหน้ากากอนามัยไปให้ ซึ่งเราก็ยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลสังคมเพื่อช่วยให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตนี้ไปโดยเร็ว

“การทำธุรกิจก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ในช่วงเวลาเช่นนี้ การที่เรามีโอกาสได้ทำความดี ทำประโยชน์ให้สังคม โดยเฉพาะกับคนที่กำลังเดือดร้อน ประสบปัญหา ถือว่าการได้เข้าไปช่วยเหลือ คนเหล่านั้นเป็นการตอบแทนสังคมที่ให้โอกาสเราได้เป็นเราจนมีวันนี้มากกว่า”Ž ไชยยศกล่าว

ในวิกฤตที่เกิดวิกฤต เราจะไม่สิ้นความหวัง