เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รองโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ปฏิบัติหน้าที่แทน โฆษก สตม. กล่าวถึงกรณีกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ไวรัสโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ว่า สตม.ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยสนับสนุนภารกิจของการควบคุมโรคติดต่ออันตรายอย่างเคร่งครัด โดยสนับสนุนเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศที่เดินทางมาจากประเทศที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตาย และสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัดควบคุมการพำนักคนต่างชาติที่มาจากประเทศนอกรายชื่อประกาศประเทศโรคติดต่ออันตราย ตามที่พักที่แจ้งใน ตม.6 โดยประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการที่พัก จึงขอความร่วมมือประชาชนคนไทย และบุคคลชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงเขตบริหารพิเศษมาเก๊าและเขตบริหารพิเศษฮ่องกง, สาธารณรัฐอิตาลี และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และมีความประสงค์เดินทางเข้าประเทศ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำด่านควบคุมโรคประจำท่าอากาศยานหรือจุดผ่านแดนอย่างเคร่งครัด
พ.ต.อ.ภัคพงศ์กล่าวต่อมา กรณีบุคคลใดที่ผ่านการคัดกรองเบื้องต้น ขอให้ปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายคนเข้าเมือง โดยพักอยู่ภายในที่พักตามที่ระบุแจ้งในใบทะเบียนตรวจคนเข้าเมือง ส่วนคนไทยก็ให้กลับไปกักตัวเองในที่พักตามประวัติที่อยู่ในระบบตรวจคนเข้าเมือง เป็นเวลา 14 วัน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่เข้าไปติดตามอาการตลอดเวลา หากตรวจพบว่า ไม่ได้พำนักจริงตามแจ้ง นอกจากผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมโรคติดต่อ 2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้ว เจ้าของบ้านพัก หรือสถานประกอบการที่พักอาศัย ที่ชาวต่างชาติดังกล่าวแจ้งระบุไว้ในระบบตรวจคนเข้าเมือง ก็อาจจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ไปด้วย โดยหากเจ้าของบ้านพัก หรือเจ้าของเคหะสถานต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 800-1,600 บาท หากเป็นผู้จัดการสถานประกอบการธุรกิจที่พักอาศัยจะต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 2,000-4,000 บาท
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่



