ก.แรงงานมั่นใจสถานการณ์เลิกจ้างปีนี้ยังไม่น่าห่วง ด้านนักวิชาการแนะฝึกแรงงานป้อนตลาดแรงงานฝีมือ

7.07.16 | 15:05 น.
แฟ้มภาพ

ก.แรงงานมั่นใจสถานการณ์เลิกจ้างปีนี้ยังไม่น่าห่วง ด้านนักวิชาการแนะฝึกแรงงานป้อนตลาดแรงงานฝีมือ

จากกรณีที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด(มหาชน) มีโครงการเลิกจ้างโดยสมัครใจ โดยให้พนักงานรับเหมาค่าแรง(ซับคอนแทรกต์)สมัครใจลาออกในส่วนโรงงานทั้ง 3 แห่ง คือ สาขาสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร โดยได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1,000 คน

นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า พนักงานซับคอนแทรกต์ที่เข้าร่วมโครงการสมัครใจลาออกนั้น เมื่อถึงวันที่คำสั่งสิ้นสภาพการเป็นพนักงานมีผลในวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 พนักงานที่สมัครใจลาออก จะต้องไปขึ้นทะเบียนว่างงานที่สำนักงานจัดหางานของกรมการจัดหางาน(กกจ.) ทั่วประเทศภายใน 30 วันหลังถูกเลิกจ้าง เพื่อรับสิทธิประโยชน์ในกรณีว่างงาน โดยลูกจ้างที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนที่ว่างงานจะได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงาน ร้อยละ 30 ของค่าจ้างเป็นเวลา 3 เดือนและยังได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคมต่ออีก 6 เดือนในกรณี เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร เสียชีวิตและชราภาพ หากยื่นเกิน 30 วันจะไม่สามารถรับสิทธิประโยชน์ได้ครบถ้วน ซึ่งขณะนี้ กกจ.ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการขึ้นทำเบียนผู้ว่างงานและรายงานตัวผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพียงให้เลขที่บัตรประจำตัวประชาชนเข้าสู่ระบบที่ http://empui.doe.go.th/auth/index ทั้งนี้ หากผู้ประกันตนประสงค์จะใช้สิทธิประกันสังคมต่อไปสามารถที่จะสมัครเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 39 โดยยื่นแบบคำขอได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัดได้ทั่วประเทศภายในระยะเวลา 6 เดือน

ด้าน นายธีรพล ขุนเมือง โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์ด้านแรงงานว่า สถานการณ์ว่างงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมานั้น ในเดือนเมษายน พบว่ามีตัวเลขผู้ว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1 เดือนพฤษภาคมอยู่ที่ร้อยละ 1.2 และเดือนมิถุนายนอยู่ที่ร้อยละ 1 ซึ่งอัตราดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์การเลิกจ้างยังอยู่ในภาวะปกติ อีกทั้งยังไม่พบสัญญาณบ่งชี้ว่าธุรกิจกำลังประสบปัญหาจนต้องเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดต้นทุน โดยเฉพาะในภาคการผลิต ทั้งนี้ จากการหารือกับตัวแทนภาคธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ตัวแทนภาคธุรกิจยืนยันว่าจะยังไม่ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น เนื่องจากแรงงานไทยมีทักษะฝีมือที่ดีเหมาะกับการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงไม่น่าจะมีการชะลอการผลิตในไทย

นายยงยุทธ แฉล้มวงศ์ ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังนี้คาดว่าอาจจะมีหลายบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลก ที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ซึ่งทำให้การบริโภคสินค้าต่างๆ ลดลง ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมอาจต้องลดอัตราการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ เครื่องหนัง พลาสติก เป็นต้น จึงต้องจับตามองต่อไปว่าสถานการณ์การเลิกจ้างอาจจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งภาครัฐควรหามาตรการป้องกันปัญหาการว่างงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยควรจะจัดอบรมแรงงานให้มีทักษะที่สูงขึ้น เพื่อป้อนสู่ตลาดแรงงานระดับที่ต้องการแรงงานฝีมือซึ่งยังขาดแคลนอยู่มาก ก็จะช่วยลดปัญหาการว่างงานและการจ้างงานในอนาคตได้

Advertisement