เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่มีการแชร์เรื่องราวของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์เรื่องราวของน้องสาวรวบรวมเงินกับเพื่อนๆ สั่งหน้ากากอนามัยร้านขายยา ที่นำเข้ามาจากประเทศเวียดนาม 25,000 ชิ้น ชิ้นละ 14.50 บาท เพื่อนำไปบริจาคตามโรงพยาบาลที่ขาดแคลน แต่ถูกตำรวจเข้าตรวจค้นและยึดหน้ากากอนามัยไป ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันในโลกโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวางนั้น
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 มีนาคม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้รับการประสานงานจากพนักงานเจ้าหน้าที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ว่าได้รับการร้องเรียนจากประชาชนทั่วไปว่า ที่ร้านขายยาแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ สน.เตาปูน มีการจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูงเกินควรให้กับประชาชน จึงได้ร่วมกันเดินทางไปตรวจสอบที่ร้านดังกล่าว เมื่อเดินทางไปถึงพบพนักงานประจำร้านทำหน้าที่ขายสินค้า พนักงานเจ้าหน้าที่กรมการค้าภายในและเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงทำการติดต่อซื้อหน้ากากอนามัย ทั้งแบบธรรมดาและ N95 คาร์บอน จำนวนหนึ่ง ตามราคาที่พนักงานขายสินค้าตั้งราคาจำหน่ายไว้
จากนั้นเมื่อได้สินค้าเรียบร้อย พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนให้กับพนักงานขายสินค้า และแจ้งความประสงค์ตรวจสอบหน้ากากอนามัยที่วางจำหน่ายอยู่ภายในร้านและหน้ากากอนามัยที่เก็บอยู่ภายในร้านดังกล่าว ซึ่งขณะตรวจสอบนั้นได้มีเจ้าของร้านค้าสถานที่ดังกล่าวมาแสดงตนเป็นเจ้าของและเป็นผู้นำตรวจสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบพบหน้ากากอนามัย จำนวน 15 ชนิด มีจำนวนทั้งหมด 21,639 ชิ้น ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมมีไว้เพื่อจำหน่ายอยู่ภายในร้าน ประกอบกับเจ้าของร้านค้าได้แจ้งกับพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของตน ซึ่งมีไว้เพื่อจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปจริงและได้จำหน่ายไปแล้วบางส่วน พนักงานเจ้าหน้าที่จึงแจ้งให้เจ้าของร้านทราบว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐาน “จำหน่ายสินค้าที่ควบคุม (หน้ากากอนามัย) ในราคาสูงเกินควร” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
รองโฆษก ตร.กล่าวต่ออีกว่า สำหรับประเด็นที่ผู้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กดังกล่าวนั้น เป็นคนละประเด็นกันกับการจับกุมเจ้าของร้านที่จำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคา ซึ่งผู้โพสต์อ้างว่าเป็นพี่สาวของผู้ติดต่อซื้อหน้ากากอนามัยกับทางร้าน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจยึดและจับกุมไป โดยภายหลังได้รับรายงานจากพนักงานสอบสวน สน.เตาปูน ว่าทางเจ้าของร้านและผู้ติดต่อซื้อหน้ากากอนามัยดังกล่าวได้มีการติดต่อคืนเงินที่สั่งซื้อหน้ากากอนามัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกอบกับทางพนักงานสอบสวนได้แนะนำให้ทางผู้ติดต่อซื้อหน้ากากอนามัยกับทางร้าน เพื่อที่จะนำไปบริจาคนั้น ติดต่อซื้อหน้ากากอนามัยกับทางกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพในราคามาตรฐาน อีกทั้งต่อมาผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวก็ได้ลบข้อความออกจากเฟซบุ๊กไปแล้ว ซึ่งก็ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลจากทางโซเชียลมีเดีย โดยประกอบกับข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ เพื่อป้องกันความสับสนและตื่นตระหนก
ในส่วนหน้ากากอนามัยที่ตรวจยึดนั้น ในชั้นพนักงานสอบสวนไม่สามารถดำเนินการคืน หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ เนื่องจากเป็นของกลางในคดีอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนยังคงต้องรอคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดก่อนที่จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างไรต่อไป
อย่างไรก็ตาม ขอประณามกลุ่มผู้ที่ฉวยโอกาสในช่วงสถานการณ์แบบนี้เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้า ไร้ซึ่งคุณธรรมและจรรยาบรรณ นำหน้ากากอนามัยที่ใช้งานแล้วมาออกจำหน่าย หรือแม้แต่ดัดแปลงสภาพ คุณภาพหน้ากากอนามัย ฉกฉวยโอกาสจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคา เอารัดเอาเปรียบประชาชน เป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน
ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับตำรวจทั่วประเทศนอกเหนือจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก ในการให้ความร่วมมือและประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สืบสวน จับกุม ปราบปราม อย่างเด็ดขาด มิให้มีผู้ใดฉวยโอกาสและซ้ำเติมพี่น้องประชาชนได้อีก
ทั้งนี้ หากประชาชนพบหรือมีข้อมูลว่าพื้นที่ใดมีการจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาที่สูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน บก.ปคบ. โทร 1135 หรือติดต่อทาง www.cppd.go.th หรือสถานีตำรวจในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ที่สายด่วน 191

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

