‘เมทินี’รองปธ.ศาลฎีกาลุยคุกโคราช ให้ความรู้ผู้ต้องขัง สานนโยบาย’คุกมีไว้ขังคนจน’หมดไป

9.03.20 | 16:53 น.

“เมทินี”รองปธ.ศาลฎีกาเตรียมคุกโคราช ให้ความรู้ผู้ต้องขังคุกไม่ได้มีไว้ขังคนจนอีกต่อไป มาประกันตัวมือเปล่าได้ ศาลขอประเมินความเสี่ยงจบใน57นาที กลับบ้านได้

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ศาลจังหวัดนครราชสีมา นางเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา เรื่องการยกระดับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพผู้ต้องหาและจำเลย เดินทางมายังศาลจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่อาคารเดียวกับสำนักงานศาลยุติธรรมภาค3 มีนายพิศิฏฐ์ สุดลาภา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค3 นายราชัญกวีกุล หัวหน้าศาลจังหวัดนครราชสีมา นายนิติธร ศรีบุตร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค3 ให้การต้อนรับ ในการนี้มีคณะทำงานอาทิ น.ส.ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานแผนกล้มละลายในศาลฎีกา นายสุรินทร์ ชลพัฒนา เลขาธิการประธานศาลฎีกาในฐานะตัวแทนนายไสลเกษ นายนาวี สกุลวงศ์ธนา ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฏีกา และผู้พิพากษาร่วมสังเกตการณ์ พร้อมกับรับฟังปัญหาประมาณ100คน

นางเมทินีกล่าวว่า นโยบายของประธานศาลฎีกาเน้นหนักเรื่องการให้โอกาสผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกรองรับโดยรัฐธรรมนูญว่า ตราบใดศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิด ให้ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ให้ได้รับการปล่อยตัว ดังนั้นการเดินหน้าให้ความรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพให้เขาเข้าถึงการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว โดยให้ปล่อยตัวเป็นหลักและไม่ต้องวิ่งหาหลักทรัพย์ ต้องทำต่อไป ขณะเดียวกันต้องรักษาความสมดุลของเหยื่ออาชญากรรมว่า มีความรู้สึกสังคมสงบและปลอดภัยซึ่งศาลยุติธรรมได้ดำเนินการแล้ว


นางเมทินีกล่าวว่า ประธานศาลฎีกาขยายมิติการปล่อยตัวสองรูปแบบ 1.เรื่องขจัดอุปสรรคด้านเวลา ดังนั้น ประชาชนยื่นประกันตัวได้ทุกวัน ปล่อยในวันนั้น ถ้าไม่ปล่อยต้องทราบผลในนั้น ถ้าจะส่งศาลสูงต้องส่งใน1ชั่วโมง 2.เรื่องรูปแบบ ต้องมีความสะดวกเร็วลดความเหลื่อมล้ำ เอาเงินเก็บไว้ให้ลูกไปโรงเรียนหรือหาหลักฐานมาสู้คดีในศาลดีกว่า รูปแบบคือ มีหลักทรัพย์ ไม่มีหลักทรัพย์ที่ใช้วิธีการและเงื่อนไข ตามกฎหมายใหม่ประกอบ การสั่งปล่อยตัวชั่วคราวในขณะนี้ มี3ระดับดุลยพินิจ 1.ให้ปล่อยโดยไม่ต้องมีสัญญาประกันเลยใช้กับคดีเล็กน้อย 2.ปล่อยโดยให้ทำสัญญาประกันแต่ไม่มีหลักประกัน 3.ให้ปล่อยชั่วคราวโดยทำสัญญาประกันและมีหลักประกัน แต่หลักทรัพย์ค่อยหามายื่นภายหลังได้ นอกจากนี้ ผู้พิพากษาอาจใช้ดุลยพินิจวางเงื่อนไขประกอบเช่น ให้ใส่กำไลข้อเท้าโดยไม่ต้องวางหลักประกัน สำหรับการตรวจสอบการเตือนว่าเขาจะหนีหรือเข้าเขตที่ห้ามหรือไม่สำหรับคดีความผิดทางเพศ หรือทำร้ายร่างกาย

และปัจจุบันยังมีวิธีการใหม่ที่ผู้พิพากษายังไม่นิยมใช้อีก2แบบ ที่ควรให้ประชาชนได้ทราบคือ 1.การร้องขอให้ใช้แบบประเมินความเสี่ยง ที่เป็นเอกสารแผ่นเดียวกับคำร้องขอปล่อยตัว ตัวอย่างเช่น เมื่อนาย ก.ถูกนำตัวจากโรงพักมาฝากขัง ตัวผู้ต้องหาจะถูกขัง เดิมญาติจะอยู่หน้าเคาน์เตอร์เตรียมขอประกันและในมือมีหลักทรัพย์ที่อาจไปหยิบยืมหรือเช่ามาจากนายประกัน เเต่มาปัจจุบันนี้เจ้าหน้าที่ก็จะเสนอว่า ให้ใช้แบบประเมินความเสี่ยงโดยกรอกแบบสอบถาม50ข้อ เมื่อตอบเสร็จเจ้าหน้าที่กดข้อมูลลิงค์ไปยัง ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ศาลยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ใช้เวลาจุดนี้12นาที แล้วเมื่อได้ผลออกมาว่า”ความเสี่ยงต่ำ”เจ้าหน้าที่จะเสนอผู้พิพากษาเวรประกันเพื่อใช้ดุลยพินิจไม่เกิน45นาที รวมเวลาทั้งหมด57 นาที จากเดิมที่ยื่นประกันเช้ากว่าจะมีคำสั่งก็ช่วงเย็น เรื่องนี้ขอให้ผู้พิพากษามีความกล้าที่จะให้ประกัน

นางเมทินีกล่าวว่า วิธีการใหม่อีกวิธีที่ผู้พิพากษายังไม่ค่อยใช้คือ วิธีตามพ.ร.บ. มาตรการกำกับและติดตามการจับกุม ผู้หลบหนีการปล่อยตัวชั่วคราวโดยศาล ปี2560 ซึ่งการหลบหนีจะส่งกระทบต่อการพิจารณาคดีล่าช้าส่งผลต่อนโยบายป้องกันอาชญากรรมเมื่อหนีคดีไปก็ไม่มีการติดตามตัว ดังนั้นจึงกำหนดให้มีคนในชุมชนที่ผ่านการอบรม หรือไม่ต้องผ่านการอบรม รับหน้าที่ติดตามตัวมาขึ้นศาล หรือถ้าไม่หนีก็ให้คำแนะนำให้ความรู้แก่ผู้ต้องหาที่ปล่อย เพื่อให้กลับคือสู่สังคม ซึ่งมีเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่าย ในมาตรา5 ซึ่งรองรับโดยระเบียบกรรมการบริหารศาล เช่นผู้กำกับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราว ที่สามารถให้คำนำให้คำปรึกษา โดยการรับรายงานตัวได้ครั้งละ2พันบาทไม่เกิน5พันบาท (อาจเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ครู) ผู้ให้คำปรึกษา ได้รางวัลครั้งละ2พันบาทเเต่ไม่เกิน3หมื่นบาท ผู้สอดส่องได้ครั้งละ2พันบาทไม่เกิน1หมื่นบาท แจ้งความนำจับ เจ้าหน้าที่ผู้จับ(ตำรวจท้องที่หรือคอร์ทมาร์แชล) จะมีเงินรางวัล ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายต่ำสุด2หมื่นบาท มากสูงสุด1แสนบาทต่อเรื่อง ส่วนคนที่ไปล่อยตัวมีหน้าที่ต้องมารายงานตัวที่ศาลหรือที่กำหนดได้ค่ารถไม่เกิน500บาทต่อครั้ง

Advertisement

“นโยบายของประธานศาลฎีกาคือภาพของคำว่าคุกมีไว้ขังคนจน จะหมดไป และคุกคือที่ขังเฉพาะคนที่อันตรายต่อสังคม”นางเมทินีกล่าวและว่าในวันพรุ่งนี้จะพาผู้พิพากษาไปเรือนจำจังหวัดนครราชสีมาให้สัมผัสกับความทุกข์ของผู้ต้องขัง เพราะบางคนยอมติดคุกโดยไม่ยื่นประกันตัวเลยเพราะไม่มีเงิน และไม่รู้ว่ามีโอกาสแล้ว”นางเมทินีกล่าว

นางเมทินีกล่าวว่า การปกป้องผู้เสียหายและเหยื่ออาชญากรรมเป็นเรื่องต้องดำเนินการควบคู่ คดีที่มีผู้เสียหายเป็นพยานเป็นเด็กเพราะเด็กจะมีความทรงจำต่อคดีต้องให้เด็กกระทบน้อยที่สุดดังนั้น คดีต้องเสร็จใน6เดือน นับแต่วันตรวจพยานหลักฐาน การให้เด็กชี้ตัว การสืบพยานจะจัดสถานที่ บุคคลที่เด็กไว้ใจและนักจิตวิทยานักสังคมสงเคราะห์อยู่ร่วมใกล้ชิด คดีอาญาต้องมีองค์คณะที่เข็มแข็ง มีการนั่งพิจารณาทำคำพิพากษาที่มีคุณภาพ การเยียวยาค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งต้องได้เงินเร็ว เหมาะสมกับความสูญเสียพร้อมดอกเบี้ยเต็มและต้องมีวิธีการนำคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาให้ได้รับค่าทดแทนความเสียหายให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน