เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก และแพทย์ชนบทดีเด่น กล่าวถึงความวุ่นวายประเด็น “นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ” ผู้สมัครเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ชวดตำแหน่งเลขาธิการ จนเกิดปมขัดแย้ง ว่า ตนไม่ได้สนใจประเด็นความขัดแย้ง เพราะเป็นคนทำงานในพื้นที่ต้องการให้บริการประชาชนมากกว่า ดังนั้น ใครจะเป็นเลขาฯ สปสช.ไม่สำคัญ สำคัญตรงที่ระบบต้องเอื้อต่อการให้บริการ ต้องเอื้อต่อบุคลากรให้ทำงานได้ด้วย อย่างกรณีหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง มาตรา 44 แก้ปัญหางบบัตรทองที่ติดขัดในข้อกฎหมายนั้น ตนเห็นด้วยกับการออกคำสั่ง เพื่อมาแก้ปัญหาให้โรงพยาบาลสามารถใช้งบประมาณกองทุนบัตรทองที่มีการตีความว่าผิดวัตถุประสงค์ จนไม่สามารถนำเงินมาใช้ ทั้งที่ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อบริการทางการแพทย์ทั้งสิ้น ซึ่งปัญหาหลักๆ มาจาก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และการออกหลักเกณฑ์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เองที่ล็อกตัวเอง ทำให้เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เมื่อตีความออกมาว่าผิดวัตถุประสงค์ ผิดระเบียบ พ.ร.บ.ฯ คนทำงานในพื้นที่นั้นไม่สามารถทำงานได้
“การไม่สามารถเอาเงินกองทุนบัตรทองไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าตอบแทนบุคลากร หรือซื้อวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้นั้น ตรงนี้มันบกพร่องมาตั้งแต่แรกที่ สปสช.ไปแยกเงินออกมาเป็นหมวดๆ ว่าหมวดนี้ใช้ได้เฉพาะอันนี้เท่านั้น ทำให้ใช้เงินข้ามหมวดไม่ได้ หากใช้ถือว่าผิด ทั้งที่เงินบางหมวดยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แต่ก็เอามาจ่ายในส่วนที่มีความจำเป็นก่อนไม่ได้ สุดท้ายก็กลายเป็นเงินค้างท่อ สมมติค่าไฟจะถูกตัดอยู่แล้ว แต่ก็เอาเงินหมวดอื่นที่เหลืออยู่ไปจ่ายไม่ได้ ทั้งที่จริงแล้วเป็นเงินที่ต้องจ่ายเหมือนกัน เป็นเงินภาพรวมประเทศที่จะเอามาใช้ในการดูแลสร้างเสริมสุขภาพ อย่างนี้เราทุจริตหรือไม่ ก็เปล่า แค่จ่ายผิดหมวดผิดประเภท แล้วเหมาะสมหรือไม่ที่ต้องมีการแก้ไข เพราะระเบียบมันล็อกตัวเอง” นพ.วรวิทย์ กล่าว
นพ.วรวิทย์ กล่าวว่า การออกมาตรา 44 เหมือนเป็นการแก้ความเข้าใจผิดของฝ่ายตรวจสอบ เช่น สตง. ว่าสิ่งที่เขาตีความไปไม่ใช่ว่าจะถูกต้อง เพราะตีความตามตัวอักษร ไม่ได้ตีความถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงในสังคม อย่างงบค่าเสื่อมตีความว่าเอาไปซื้อได้เฉพาะเครื่องมือแพทย์ที่ใช้โดยตรงกับคนไข้ แต่กลับนำเงินไปซื้อเครื่องปั่นไฟไม่ได้ เพราะไม่ได้ใช้กับคนไข้โดยตรง แต่ความเป็นจริงการผ่าตัดต้องใช้ไฟ หากไฟฟ้าดับแล้วไม่มีเครื่องปั่นไฟสำรองก็ผ่าตัดไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกคำสั่ง มาตรา 44 เป็นการใช้อำนาจมากเกินไปหรือไม่ และบางกลุ่มมองว่าเป็นการล้มบัตรทองและโยกอำนาจกลับมายังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.วรวิทย์ กล่าวว่า คงไม่ถึงขั้น ถ้าคนที่ถืออำนาจแล้วใช้อำนาจในทางที่มีผลลบมากกว่าผลบวกก็จะอยู่ไม่ได้ จึงใช้อำนาจพร่ำเพรื่อไม่ได้ เพราะเมื่อเกิดผลลบขึ้นมาสังคมก็จะตอบสนองทันที ส่วนการล้มบัตรทองนั้นตนไม่เชื่อ เพราะเราเดินมาไกลมาก หากจะล้มจริงต้องมีคนออกมาค้านจำนวนมากรวมถึงตนด้วย ส่วนประเด็นโยกอำนาจกลับมา สธ. น่าจะเป็นเรื่องมุมมองทางการเมืองมากกว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด และไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้น เพราะมองแค่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับพื้นที่
“กฎหมาย สปสช.มีข้อจำกัดที่เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้วทำให้คนในพื้นที่ทำงานไม่ได้ ประเด็นใหญ่เลยคือการตีความภัยคุกคามทางด้านสุขภาพของประเทศนั้นยังไม่ครอบคลุม เพราะตีความว่าบัตรทองจะช่วยเฉพาะคนไทยที่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลักเท่านั้น แต่ความเป็นจริงคนพื้นที่ชายแดนที่ยังไม่ได้รับเลขบัตรประชาชน ทั้งที่อยู่ในประเทศไทยมานานมากจนมีลูกมีหลาน แบบนี้ก็ไม่ได้รับการดูแล ทั้งที่หากเป็นโรคขึ้นมาก็ส่งผลกระทบกับคนประเทศ อย่างนี้ถือว่าเป็นภัยความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศเช่นกัน จึงอยากฝากว่า หากแก้พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ ขอให้ขยายพันธกิจเรื่องนี้ด้วย” นพ.วรวิทย์ กล่าว

