แจงสิทธิ ‘ลูกจ้าง’ ป่วยโควิด-19 ลางานอย่างไร รับการตรวจรักษาที่ไหน

12.03.20 | 17:20 น.

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภา กล่าวถึงข้อกฎหมายเเรงงานกรณีปัญหาโควิด-19 ที่มีท่าทีแพร่กระจาย ซึ่งอาจกระทบ ลูกจ้างแรงงานนายจ้างภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจจะมีปัญหาการโต้แย้งสิทธิกันในภายหลังว่า ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน นำมาปรับกับปัญหาข้อกฎหมาย เพื่อช่วยหาทางออก ได้คร่าวๆ ดังนี้ โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ขยายวงกว้างไปเกือบทั้งโลก
หากถึงขั้นมีลูกจ้างแรงงานถูกทางการกักตัวเพื่อสังเกตอาการ “โควิด-19” จะเป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อปี 2558 เรื่องอำนาจของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตาม ม.34 (1) และ ม.52 เพราะมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย ซึ่งไม่ใช่ความผิดของทั้งฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้าง ฉะนั้นสิทธิของลูกจ้างจึงไม่ต้องไปทำงานให้นายจ้างและไม่ถือว่าเป็นการขาดงานหรือทิ้งงาน แต่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง และนายจ้างก็ไม่มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ตามหลักได้ แต่หากลูกจ้างใช้สิทธิวันลาตามกฎหมายเช่นลากิจ ลาพักร้อน หรือลาป่วยกรณีมีอาการป่วยเป็นโรค “โควิด-19” ที่เกิดจากการตรวจวัดร่างกายเพราะมีอาการเป็นไข้ (เกิน 37.5 องศา) ย่อมถือว่า “ลูกจ้างป่วย” ซึ่งสามารถใช้สิทธิลาป่วยได้ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เมื่อลูกจ้างแจ้งการใช้สิทธิลาป่วยโดยชอบต่อนายจ้างแล้ว ย่อมมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันที่ลาป่วยเว้นแต่ลูกจ้างไม่ใช้สิทธิลาเพราะอาจจะไม่ได้รับค่าจ้างเนื่องจากลาป่วยเกิน 30 วันแล้วในรอบปี ทางออกคือลูกจ้างอาจใช้สิทธิหยุดพักร้อนได้ และถ้าหากใช้สิทธิหยุดพักร้อนครบตามสิทธิตามกฎหมาย กฎระเบียบแล้ว ก็อาจตกลงกับนายจ้างหยุดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างก็ได้

ว่าที่ พ.ต.สมบัติกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากสำนักงานประกันสังคม กรณีขาดรายได้ หากใช้สิทธิลาที่มีอยู่ และลาป่วยจนครบ 30 วันแล้ว ส่วนที่ลาป่วยเกิน 30 วัน จึงสามารถยื่นขอรับเงินทดแทนฯ จากประกันสังคมได้ โดยจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 50% ของค่าจ้างจริง ได้รับครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน ยกเว้นเป็นโรคเรื้อรัง จะได้รับไม่เกิน 365 วัน และผู้ประกันตนมาตรา 39 (ประกันตนเอง) ที่ต้องขาดรายได้จากการประกอบอาชีพ ก็มีสิทธิรับเงินทดแทนการขาดรายได้ 50% ของรายได้จริง ได้รับครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน ยกเว้นเป็นโรคเรื้อรังจะได้รับไม่เกิน 365 วัน


“ผู้ประกันตน ที่มีอาการป่วย มีไข้ ไอ เจ็บคอ อย่าละเลย ให้ไปเข้ารับการตรวจรักษา ซักประวัติในโรงพยาบาล ตามสิทธิการรักษาพยาบาล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และต้องให้ข้อมูลตามความเป็นจริงว่ามีประวัติไปต่างประเทศหรือไม่ หรือมีญาติป่วยเป็นไข้หวัดหรือไม่ เพื่อแพทย์ประเมินอาการได้ถูกต้อง หากแพทย์สงสัยว่าจะเข้าข่ายโรคโควิด-19 แพทย์จะส่งตรวจเพาะเชื้อทางห้องแล็บ โดยผู้ประกันตนไม่ต้องจ่ายค่าตรวจหรือค่ายาใดๆ” ว่าที่ พ.ต.สมบัติกล่าว

ว่าที่ พ.ต.สมบัติยังกล่าวอีกว่า หากอาการไม่เข้าข่ายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจเอง และกรณีผู้ประกันตนไม่สามารถเข้ารักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิได้ เช่น อยู่ต่างจังหวัด ต่างพื้นที่ สามารถเข้ารักษาได้ในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ หรือโรงพยาบาลรัฐได้ทุกแห่งตามระบบประกันสังคมจะสามารถเบิกจ่ายได้เป็นกรณีฉุกเฉิน หรือฉุกเฉินสถานที่ได้ภายใน 72 ชั่วโมง หากจำเป็นต้องถูกกักกันเพื่อไม่ให้มีการแพร่เชื้อ ให้แจ้งโรงพยาบาลตามสิทธิให้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคโควิด-19 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตราย ตามกฎหมายว่าด้วย โรคโควิด-19 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 มีนาคม 2563 ที่กำหนดให้ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ เป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉินจากสถานพยาบาลตามมาตรา 36 พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 และสถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน ทั้งโรงพยาบาลและคลินิกตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 แล้ว จึงต้องช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วย ระดมทรัพยากรและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเยียวยาและการจัดให้มีการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่น ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ