เมื่อวันที่ 16 มีนาคม นายพิจิตต รัตตกุล ที่ปรึกษาองค์กรระหว่างประเทศด้านภัยพิบัติแห่งเอเชีย กล่าวแสดงความห่วงใยกรณีกรณีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ว่า ขณะนี้เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการมี 4 ข้อ คือ 1.ในสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องยึดถือ และคำนึงถึงชีวิตของคนทั้งประเทศมากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ด้วยการตัดสินใจยุติการเพิ่มเติมจำนวนผู้สงสัยติดเชื้อจากภายนอกประเทศเข้าสู่ระบบภายในประเทศทันที ด้วยการออกคำสั่งปิดประเทศ ห้ามการเดินทางในระยะเวลา 2 สัปดาห์ หรือ 14 วันเท่าระยะเวลาฟักตัวของเชื้อ โดยทันที
“ซึ่งไม่ช้าก็เร็วเราคงจะหนีมาตราการนี้ไปไม่พ้น แต่หากตัดสินใจเร็ว ปิดเสียแต่วันนี้จำนวนผู้เผยแพร่จะมีจำนวนที่น้อยกว่าหากจะชะรอการดำเนินการปิดไปอีกแม้เพียง 1 วันก็ตาม” นายพิจิตต กล่าว
นอกจากนี้ นายพิจิตต กล่าวว่า 2.เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อจากหลากหลายประเทศ เพิ่มขึ้นถึง 100 กว่าประเทศนั้น พบว่าแต่ละแห่งมีอัตราการเติบโตติดเชื้อสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โอกาสที่ชาวต่างชาติหลากหลายประเทศนั้นจะหลุดเข้ามาภายในประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านประเทศที่ 3 ในขณะที่ยังไม่มีการแสดงอาการใดๆออกมาให้ปรากฎ ไม่ว่าจะเป็นอาการไข้ หรือน้ำมูก อันไม่สามารถคัดกรองที่สนามบินได้อย่างแม่นยำ จะเป็นผลที่ทำให้เป็นการเพิ่มจำนวนผู้เผยแพร่เชื้อเข้าสู่ระบบภายในประเทศอีกอย่างรวบรัด และเหนือการควบคุม เพิ่มเติมสถานการณ์ระบาดในปัจจุบันคือ ไทยติดจากไทยด้วยกันซึ่งขณะนี้คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผู้แพร่ไทยอยู่ในประเทศที่ไม่ต่ำกว่า 160 คน หรือมากกว่าแล้ว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
นายพิจิตต กล่าวว่า 3.ขอเสนอให้มีการประกาศเขตเสี่ยงสูงในระดับอนุเขตระดับพื้นที่ย่อย เช่น เขตชุมชนหนาแน่น, เขตที่มีประวัติการแพร่ติดเชื้อ, อีกทั้งสถานที่ที่มีการชุมนุมคนจำนวนมาก อันได้แก่ โรงมหรสพ, งานเทศกาล, งานประจำปี ที่มีการชุมนุมและการสัมผัสใกล้ชิดของสังคมในเขตเมือง อีกทั้งสำนักงานอาคารสูงหนาแน่นในเขตกรุงเทพมหานครชั้นใน 4.เตรียมการรองรับให้มีระบบการทำงานที่บ้านผ่านทางโทรศัพท์และเครื่องคอมพิวเตอร์, เตรียมการเรื่องการบาดเจ็บหมู่ (แมสแคชัวตี้) อีกทั้งระดมจัดหาเครื่องช่วยหายใจที่จะต้องใช้ในโรงพยาบาลต่างๆ และพื้นที่รักษาพยาบาลในและนอกโรงพยาบาลเพิ่มเติม และเร่งหาพื้นที่พักอาศัยสำหรับเฝ้าดูอาการผู้รอผลตรวจ
“และเพื่อเป็นการลดการเดินทางโดยเฉพาะในระบบขนส่งมวลชน ด้วยการเร่งรัดหามาตราการอนุโลมการเข้าทำงานโดยไม่ถือเป็นการขาดงาน, ให้มีมาตราการอนามัยบำบัดด้วยการดำเนินการของหน่วยราชการ เช่นกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทุกเขต, กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกตรวจเข้มในสถานที่ต่างที่เข้าข่ายเสี่ยง, เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นดำเนินการกำจัดแหล่งเสี่ยงในส่วนกลาง เช่น ป้ายรถเมล์, บาทวิถี, เสาไฟ เป็นต้น” นายพิจิตต กล่าว

