เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ว่า รัฐบาลมีความห่วงใย จึงดูแลประชาชน โดย 1.หากประชาชนพบว่ามีอาการไข้ ไอ ไม่สบาย และมีประวัติเสี่ยง เช่น เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ มีประวัติว่าไปสัมผัสกับผู้คนเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือมีอาชีพใกล้ชิดนักท่องเที่ยว ให้สวมหน้ากากอนามัย และเดินทางไปรับการตรวจหาเชื้อไวรัสที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์การรักษาได้ทันที ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน เช่น ประกันสังคม บัตรทอง ได้ทั่วประเทศ โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย หากมีสถานพยาบาลใดเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ให้แจ้งไปที่ สธ. สายด่วน 0111 เพื่อดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เมื่อไปถึงให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีว่า เป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า 2.หากผู้ที่ยังไม่มีอาการป่วย แต่มีประวัติเสี่ยง ให้สวมหน้ากากอนามัยและไปพบแพทย์ และแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเองว่าควรจะต้องตรวจหาเชื้อหรือไม่ และ 3.แต่หากไม่มีอาการป่วยและไม่ใช่ผู้ที่เสี่ยงติดเชื้อ สธ.แนะนำว่าอย่าเข้ารับการตรวจ แต่หากประสงค์ที่จะตรวจหาเชื้อจะต้องเสียค่าใช้เองทั้งหมด แต่กรณีนี้ หากตรวจแล้วพบว่าผลออกมาเป็นบวก คือ มีการติดเชื้อไวรัส ค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็จะทำการเคลมค่ารักษาทั้งหมดตามสิทธิ์รักษาของผู้ป่วยรายนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีใดจะเข้าการใช้สิทธิ์นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (UCEP) นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า คำว่ายูเซป คือ การให้รักษาครอบคลุมในภาวะฉุกเฉินภายใน 72 ชั่วโมง แต่กรณีของโรคไวรัสโคโรนา 2019 หากมีประวัติเสี่ยง และมีอาการที่รุนแรง ไม่สามารถไปโรงพยาบาลตามสิทธิ์การรักษาได้ กรณีนี้ ยูเซปครอบคลุมได้ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินให้มีการรักษาโรคนี้ให้ครอบคลุมได้ตลอดจนอาการหายเป็นปกติ
เมื่อถามว่า มีผู้ป่วยแจ้งว่าไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา2019 แต่ว่าแพทย์แจ้งว่าเตียงไม่พอรองรับผู้ป่วย สธ.ได้มีการรับเรื่องร้องเรียนหรือไม่ นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า ข้อเท็จมีเครือข่ายเตียงรองรับอยู่แล้ว เช่น หากตรวจพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 แล้ว ระบบเตียงมีเพียงพอ และสามารถติดต่อประสานกับเครือข่ายส่งต่อได้ และถ้าหากพบปัญหาดังกล่าวให้ร้องเรียนที่สายด่วน 0111 เนื่องจาก สธ.ได้ดำเนินการร่วมกับทุกหน่วยงาน เช่น แพทย์ทหาร แพทย์ตำรวจ แพทย์เอกชน ในการทำงานร่วมกัน
เมื่อถามอีกว่า มีความพร้อมรองรับผู้ป่วยหรือไม่ และการเตรียมการมีความคืบหน้าอย่างไร นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า สธ.ไม่ได้ดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียว แต่ร่วมกับแพทย์ทหาร แพทย์ตำรวจ และแพทย์เอกชน รวมถึงแพทย์จิตอาสา กำลังแพทย์ที่จะเข้ามาดูแลผู้ป่วยได้ประมาณ 30,000 ราย และมีเตียงไม่ต่ำกว่า 100,000 เตียง ทุกโรงพยาบาลของ สธ.ในทุกจังหวัด มีตั้งแต่ รพ.ศูนย์, รพ.ทั่วไป และ รพ.ชุมชน ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับ รวมถึงในแต่ละจังหวัดได้มีการออกแบบเพื่อรองรับไว้แล้วอย่างเหมาะสม และชุดปฏิบัติการ PPE มีความเพียงพอ รวมถึงการคาดการณ์ไปถึงที่เลวร้ายหรือแย่ที่สุดแล้ว แต่ยืนยันว่า ในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างดี
“วันนี้ต้องปรับมาตรการมากพอสมควร ไม่ใช่ว่ามีการเปลี่ยนจากระยะที่ 2 ไประยะที่ 3 แต่มีสิ่งหนึ่งที่บอกว่าหากเราไม่ทำมาตรการเหล่านี้ จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงต่อไป” นพ.รุ่งเรือง กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เมื่อถามว่ามีข้อความที่ส่งต่อในโลกออนไลน์ว่าจะมีการปิดเมือง ให้กักตุนเครื่องอุปโภคบริโภคไว้ สถานการณ์การระบาดจะถึงขนาดนั้นหรือไม่ นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า หากเราปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่ผ่านความคิดของผู้ทรงคุณวุฒิในทุกมิติ เช่น สุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลขอเน้นย้ำว่าสุขภาพของประชาชนมาเป็นลำดับแรก สธ.จะต้องรักษาระยะจำนวนผู้ป่วยไม่ให้เพิ่มขึ้นสูงเกินไปในเวลาสั้นๆ เนื่องจากหากเกิดขึ้นแล้วระบบสาธารณสุขจะรองรับไม่ได้ และจะเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล มาตรการที่รัฐบาลดำเนินขณะนี้คือ ไม่มีการปิดบังข้อมูล เพื่อต้องการให้ประเทศไทยคงจำนวนผู้ป่วยไม่ให้มีการสูงขึ้น ดังนั้นจะต้องลดการแพร่เชื้อให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
เมื่อถามว่ามีการรายงานว่าได้สนับสนุนงบประมาณให้แก่ รพ.เอกชนจำนวนหนึ่ง แต่ รพ.เอกชนมองว่าไม่เพียงพอ กรณีนี้มีข้อเท็จจริงอย่างไร นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า แต่ละสิทธิ์มีกองทุนอยู่แล้ว เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม หรือกองทุนสวัสดิการข้าราชการ แต่ในกรณีการเจ็บป่วยฉุกเฉินและเข้ารักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้ภายใน 72 ชั่วโมง สิ่งนี้ สธ.ได้ดำเนินการมานานแล้ว และได้ช่วยชีวิตคนไม่ต่ำกว่าปีละ 6,000 ราย แต่กรณีที่แจ้งว่าวงเงินไม่เพียงพอนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการหารือกัน ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกัน สิทธิ์ที่พูดถึงคือสิทธิ์การรักษายูเซป ไม่เคยมีปัญหามาก่อน และคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาต่อไป

