ตั้งแต่แรกที่ระทึกขวัญกันที่ “อู่ฮั่น” ทางการจีนประกาศสร้างโรงพยาบาลรับผู้ป่วยจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้เสร็จภายใน 10 วัน พร้อมกับ “ปิดอู่ฮั่น”
ทุกอย่างที่ทางการจีนประกาศเป็นตามที่พูดทุกประการ
เวลานั้นแม้พอจะเห็นแนวโน้มอันตรายจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ทางการไทยก็วางเฉย ไม่มีการตรวจ ไม่มีการห้ามหรือมีมาตรการอะไรออกมา ยังบอกว่า เราต้องการนักท่องเที่ยว
เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เมืองจีนพุ่งขึ้นเป็นหลายหมื่นคน ผู้ป่วยในประเทศที่คนจีนนิยมเที่ยว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ที่นิ่งจะดูผิดปกติคือ “ตัวเลขผู้ป่วย” ของไทย
“ระบบความคิด” ของทางการไทยนั้น รัฐให้ประชาชนดูแลตัวเองด้วยการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ดูแลตัวเองตามสภาพ
ตามสถานราชการ ที่ว่าการอำเภอ หน่วยงานทุกกระทรวง โรงพัก กระทั่งที่ทำการของศาลซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะมีผู้คนไปติดต่อราชการมากมายหลากหลายและตลอดเวลาจึงไม่มี “วิธีรับมือ” พิเศษอันใด ไม่มีการพ่นยาฆ่าเชื้อเป็นเวลา อย่างเป็นระบบ
มีเพียงวรรคทอง “จัดการกันไปตามที่เห็นสมควร” !
ท่ามกลางการระบาดอย่างรวดเร็วของ “ไวรัสโควิด-19” ที่ลุกลามจากฝั่งเอเชียไปเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง ยุโรป สหรัฐอเมริกา กว่า 140 ประเทศ นับถึงวันที่ 4 มี.ค. เป็นเวลา 3 เดือน ไทยยังคงมีผู้ป่วยยืนยันสะสมแค่ 43 คน กลับบ้านแล้ว 31 คน รักษาตัวในโรงพยาบาล 11 และตาย 1
ชวนให้น่าสงสัย !
เพิ่งมาเข้าใจ “ระบบความคิด” ของรัฐบาลนี้เมื่อได้รับการยืนยันจากหลายๆ คนที่เป็น “กลุ่มเสี่ยง” ว่าไปขอรับการตรวจแล้ว แต่ได้รับการปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า “ให้เป็นไข้ก่อนแล้วค่อยมาตรวจค้นหาเชื้อ”
หลักการนี้แปลความได้ว่า
รอให้เจ้าไวรัสโควิด-19 ฟักตัวจนงอมจนคุณป่วยเสียก่อน รัฐจึงจะตรวจค้นหา “เชื้อ” ว่ามีอยู่จริงหรือไม่
จากหลักการนี้ ตีความได้อีกว่า
รัฐสายตาสั้น รัฐไม่ได้มองเห็นพิบัติภัยข้างหน้า จึงมิได้เข้มงวดกับ “การสกัดกั้น”
เพื่อ “ป้องกัน” สุขอนามัยและชีวิตของประชาชน
หลักการ “ยังไม่ป่วยไข้-ยังไม่ต้องตรวจ” เท่ากับ “ไม่ตรวจโรค-ย่อมไม่พบโรค”
ตัวเลขผู้ป่วยไทยจึงนิ่งอยู่ที่ 43 คน มา 3 เดือน
เพิ่งพุ่งพรวดขึ้นเป็น 177 คน กลางเดือนมีนาคม !?!!

