นพ.ประเสริฐชี้ รพ.ขาดทุนไม่ใช่เพราะหลักประกันสุขภาพ แพทย์งานหนักขึ้นจริงแต่เรียนมาเพื่อช่วยคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ได้โพสต์ข้อความพร้อมกับรูปหนังสือ “บนเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วน” กับ “สุขภาพดีไม่ต้องแพง” ในเพจเฟชบุ๊ก “นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์” โดยระบุข้อความว่า อะไรที่ผมรู้และเข้าใจได้เขียนไปหมดแล้วในประชาไทและมติชน ตั้งแต่ก่อนรู้จักคุณหมอสงวนและก่อนการเริ่มต้นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เขียนไปด้วยเห็นความทุกข์ของผู้ป่วยและญาติเป็นสำคัญ ทั้งที่ยากจนไม่มีเงินและที่จนเฉียบพลัน เพราะไตวายหรือมะเร็ง เงินที่หามาทั้งชีวิตแทนที่จะส่งลูกเรียนหนังสือ ต้องเอามาจ่ายค่ารักษาพยาบาล คนจีนในเมืองขายกิจการ ชาวนาขายที่นา เพื่อจ่ายค่ายา ค่าผ่าตัด
“หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้เพื่อนแพทย์และผมงานหนักขึ้นคงจะจริงแต่ไม่จริงทั้งหมด อย่างไรก็ตามจริงแล้วเป็นอย่างไร ก็หน้าที่แพทย์อยู่ดี เราเรียนมาเพื่อการนี้ คือช่วยคน หลักประกันสุขภาพไม่ได้ทำให้โรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิกขาดทุน ไม่มีอะไรต้องกังวลเพียงนั้น คนไทยมีชนชั้นอยู่จริง ประชาชนกลุ่มหนึ่งสะดวกกว่าที่จะไปโรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิก ธุรกิจมิได้เสียหายมากมาย”
ทุกวันนี้ผมออกตรวจผู้ป่วยสัปดาห์ละ 2-3 วัน วันละ 150-200 คน เป็นเช่นนี้มา 2 ปี เต็มวันนี้ ก่อนหน้านั้นจะอยู่ที่ 90-120 คนเท่านั้น ผู้ป่วยล้นเกิน มิใช่เพราะหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่เพราะความสัมพันธ์ระหว่างโรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ล้มเหลวหมดทั้งระบบ ส่วนกลางทั้งระดับกระทรวงและกรมไร้สมรรถนะ และโรงพยาบาลขาดทุนก็มิใช่เพราะหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ท่องไว้เสมอว่าข้าราชการและครอบครัวไม่ถึง 10 ล้านคน ใช้งบประมาณสูงกว่าประชาชนในระบบหลักประกัน 50 ล้านคน ตัวเลขที่ถูกต้องโดยละเอียดมีเผยแพร่ทั่วไป ระบบจ่ายเงินเดือนบุคลากรก็ไม่เป็นธรรมอย่างมาก ถามพยาบาลและบุคลากรดูว่าเป็นอย่างไร เป็นการบริหาร รพ. ล้มเหลวและรั่วไหลจากภายในเอง
ถึงวันนี้ การร่วมจ่ายหรือที่เรียกว่า co-payment อาจจะเกิดขึ้น คือเรื่องที่ผมแสดงความเห็นค้านมาตลอดชีวิต การร่วมจ่ายเป็นเรื่องทำได้ แต่ต้องจ่ายก่อนการรับบริการ มิใช่จ่ายที่จุดบริการ การจ่ายที่จุดบริการเป็นจุดที่ผู้ป่วยและญาติไร้อำนาจสิ้นเชิง หมดทางต่อรอง อะไรที่ รพ.ว่าดี อาจจะช่วยได้ พวกเรายินดีจ่ายกันหมดตัวเพราะความรักความผูกพันในครอบครัว ต่อพ่อแม่ คนรัก และลูก แพงเท่าไรเราก็จ่าย เห็นทุ่มไม่อั้นกันทุกคนยามฉุกเฉิน การจ่ายที่จุดบริการทำให้บริษัทยาและบริษัทวัสดุอุปกรณ์การแพทย์ทำการค้าเบื้องหลังได้ง่าย มีการประชุมที่ภูเก็ตในปีหนึ่ง แพทย์ชั้นผู้ใหญ่ยกตัวอย่างว่าหมอควรเอายาแก้ปวด 2 ตัวให้ผู้ป่วยดู ตัวหนึ่งคือ diclofenac ผลิตในประเทศ ตัวนี้ฟรี กัดกระเพาะ อีกตัวหนึ่งคือ cox-2 inhibitor เม็ดละ 30 บาท ไม่กัดกระเพาะ ให้ผู้ป่วยเลือกเองว่าต้องการตัวไหน ตัวแรกจ่าย 30 บาทตามหลักการเวลานั้น ตัวหลังผู้ป่วยต้องซื้อเอง เมื่อผมค้านท่านว่าคิดแบบนี้คอมมิวนิสต์ จำได้ว่าคุณหมอสงวนเดินมาปลอบใจผมอยู่ ด้วยเวลานั้นตนเองก็ยังเด็กมาก นึกไม่ถึงว่าการต่อสู้จะรุนแรงเพียงนั้น และนึกไม่ถึงว่าสู้กันมาเกินสิบปีก็ยังไม่ยอมหยุด
อดคิดถึงทางรถไฟไม่ได้ สู้กันไปเรื่อยๆ แต่พวกเราขับรถออกไปตายบนทางหลวงปีละพันคนทุกๆ ปี เหมือนทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องการศึกษา ประชาชนคือ demand site เป็นผู้ตัดสินว่าต้องการระบบสุขภาพแบบไหน

