ศาลสั่งจำคุกผู้ค้าแมสก์ขายเกินราคาหลังพนักงานสอบสวนส่งฟ้อง 7 คน

19.03.20 | 16:14 น.

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ท.ปริญญา ปาละ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคบ. นำตัว น.ส.อุมาพร มั่งคง พร้อมผู้ต้องหาอื่นรวมทั้งหมด 7 คน แยกดำเนิคดีเป็น 7 สำนวน ในการกระทำความผิดตาม พ.รบ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ. พ.ศ. 2542 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจดําเนินการใดๆ โดยจงใจที่จะทําให้ราคาต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือทําให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้าหรือบริการใด , ผู้ใดไม่แสดงราคาหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกำหนด หลังผู้ต้องหาให้การรับสารภาพและยินยอมมอบของกลางเพื่อให้แก่สาธารณประโยชน์ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 คน พร้อมสำนวนการสอบสวนส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 และอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 3 ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทันที

พ.ต.ท.ปริญญาเปิดเผยว่า พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาคาศัย ผบก.ปคบ. กำชับผู้กำกับเห็นควรให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่กระทำผิดฐานขายหน้ากากเกินราคาที่กำหนดให้รวดเร็ว เพื่อจะนำของกลางในคดีมาใช้ประโยชน์ ขณะที่ผู้ต้องหาทั้ง 7 คนที่แยกฟ้องเป็น 7 คดี มีความสำนึกผิดในการกระทำ เพราะที่ทำผิดไปโดยไม่ทราบว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งนี้ยินดีมอบของกลางให้เจ้าหน้าที่รัฐไปส่งต่อให้ รพ. ที่ขาดแคลน รวมถึงประชาชนที่เดือดร้อน โดยคดีในลักษณะนี้จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป เพราะหน้ากากอยู่ในภาวะขาดแคลน เมื่อมีการดำเนินคดีและยึดไว้นานไม่มีประโยชน์ ควรรีบดำเนินคดีให้รวดเร็ว โดยผู้ต้องหาสำนึกผิดในการกระทำ อย่างไรก็ตามคดีนี้ได้รับการสนับสนุนจากอัยการที่กรุณายื่นคำฟ้องให้ และเป็นการป้องปรามให้ประชาชนทั่วไปไม่กระทำผิด โดยขายสินค้าเกินราคามีโทษสูง
พ.ต.ท.ปริญญากล่าวต่อว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดต้องการกำไรจากส่วนต่างราคา โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่มีความผิดโทษสูง แต่เมื่อถูกจับกุม และทราบถึงบทลงโทษ รวมถึงเป็นการกระทำเป็นการเอาเปรียบประชาชน ผู้ต้องหาจึงเกิดความสำนึกผิด มีความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ. พ.ศ. 2542 มาตราที่ 29, 40 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยคดีขึ้นอยู่ในอำนาจศาลอาญา


ด้าน น.ส.อุมาพร หนึ่งในผู้ต้องหา ระบุว่ากระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซื้อหาหน้ากากอนามัยมาจากอินเตอร์เน็ตหวังเพียงกำไรแค่เล็กน้อย ไม่คิดว่ามีโทษสูงขนาดนี้ ตอนทำผิดไม่ได้ตั้งใจ โดยหน้ากากอนามัยที่ซื้อมามีต้นทุนอยู่ที่ 14 บาทต่อชิ้น และนำมาขายต่อในราคา 15 บาท ต่อชิ้น ซึ่งวางขายที่หน้าร้าน ไม่ได้จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ คดีนี้ให้บทเรียนว่า ไม่ควรฉวยโอกาสในช่วงคนที่กำลังเดือดร้อนและขอให้รัฐหาหน้ากากอนามัยมาขายในราคา 2.50 บาท ได้โดยไวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ต่อมาพนักงานอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 นำตัว น.ส.ณัปอิศรา ขอสุข, นายพงษ์พันธ์ โสมสุด, น.ส.น้ำฝน เอยศิริ, น.ส.อุมาพร มั่นคง, น.ส.นิศรา มหาเรือนขวัญ, นางทัศพร ฉันทนาภิธาน และ น.ส.ตาว ตรีเทวี มายื่นฟ้องต่อศาลเป็นจำเลย ในความผิดฐานจำหน่ายหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นสินค้าควบคุมในราคาสูงเกินสมควร หรือทำให้ปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้า ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มาตรา 29, 40 สืบเนื่องจากช่วงบ่ายที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค นำสำนวนคดีของผู้ต้องหาทั้ง 7 กรณีขายหน้ากากอนามัยเกินราคาควบคุมตามกฎหมาย มาให้อัยการพิจารณาและนำตัวส่งฟ้องเป็นจำเลยต่อศาล

โดยอัยการแยกฟ้องจำเลยคนละสำนวน รวม 7 สำนวน ศาลสอบคำให้การจำเลยทั้งหมดแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพทั้งหมด ซึ่ง น.ส.อุมาพร มีหน้ากากอนามัยสีเขียวไว้ในครอบครองและจำหน่ายเกินราคา จำนวน 4 พันชิ้น ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน, น.ส.ตาว มีหน้ากากอนามัย จำนวน 750 ชิ้น พิพากษาจำคุก 2 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี, น.ส.น้ำฝน มีหน้ากากอนามัย จำนวน 125 ชิ้น, นายพงษ์พันธ์ มีหน้ากากอนามัย จำนวน 150 ชิ้น และ น.ส.ณัปอิศรา มีหน้ากากอนามัย จำนวน 150 ชิ้น พิพากษาจำคุก 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้ง5มีการกระทำอันเป็นการฉกฉวยโอกาสที่โรคไวรัสโควิด-19 อุบัติร้ายแรงแพร่ระบาดไปทั่วโลก บุคลากรทางแพทย์และประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามัย สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว แต่จำเลยทั้งห้ากลับจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคาควบคุมที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงเห็นสมควรไม่รอการลงโทษจำเลยทั้งห้า

Advertisement

ส่วน นางทัศพร มีหน้ากากอนามัย จำนวน 50 ชิ้น และ น.ส.นิศรา มีหน้ากากอนามัย จำนวน 8 ชิ้น พิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 5 หมื่นบาท ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 25,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์จำเลยทั้งสองมีของกลางปริมาณน้อย และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวจำเลย 5 คน ที่ศาลไม่รอการลงโทษไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน