ปัญหา “ผู้ต้องขังล้นคุก” ในปัจจุบัน จากการสำรวจเบื้องต้นในเรือนจำ/ทัณฑสถานทั่วประเทศพบว่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังนั้นมิได้กระทำผิดด้วยการใช้ความรุนแรงดังเช่นพฤติกรรมของอาชญากรหรือมีพฤติกรรมที่เป็นภัยอันตรายอย่างร้ายแรงต่อความผาสุกของสังคมอันสมควรใช้เรือนจำเป็นสถานที่เพื่อการปรับปรุงแก้ไขผู้กระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดียาเสพติดซึ่งมีมากถึงร้อยละ 70 และหลากหลายสาเหตุที่เป็นแรงเสริมซึ่งกันและกันส่งผลทำให้ผู้ต้องขังคดียาเสพติดล้นเรือนจำ/ทัณฑสถานได้อย่างไรปรากฏในรายงาน “ท่องวาทกรรมยาเสพติด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคู่มือนโยบายยาเสพติด ที่แปลจาก Drug Policy Guide ของหน่วยงานความร่วมมือด้านนโยบายยาเสพติดระหว่างประเทศ (International Drug Policy Consortium, IDPC) ซึ่งสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.kamlangjai.or.th
ซึ่งรายงานดังกล่าวแสดงตัวอย่างให้เห็นถึงทัศนคติของผู้คนในสังคมผ่านรูปแบบของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายค่อนข้างเอื้อไปในทางที่จะลงโทษอย่างหนัก (Punitive Approach) อันเป็นลักษณะกฎหมายของประเทศกำลังพัฒนาที่ยังพึ่งพาการลงโทษหนักเป็นหลัก
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาในระดับสากลได้มีการแยกผู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับสารเสพติดเป็น 2 ด้าน คือ 1.ฝ่ายผู้เสพ ซึ่งเป็นการพิจารณาในด้านอุปสงค์ และ 2.ฝ่ายผู้ค้า ซึ่งเป็นการพิจารณาในด้านอุปทาน โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายควบคุมสารเสพติดในระดับสากลจากอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ อนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ.1961 (1961 Single Convention on Narcotic Drugs) อนุสัญญาว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ.1971 (1971 Convention on Psychotropic Substances) อันเป็นที่มาของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมตลอดไปถึงอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดให้โทษและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ.1988 (1988 United Nations Convention Against Illicit Traffic in Narcotic Drugs and Psychotropic Substances) ล้วนมุ่งเอาผิดกับบุคคลในกระบวนการค้าสารเสพติดหรือองค์กรอาชญากรรมซึ่งมีอำนาจควบคุมและอิทธิพลต่อตลาดค้าสารเสพติดที่แสวงประโยชน์ในเชิงทรัพย์สินจากผู้เสพซึ่งมีสภาวะอ่อนแอเป็นผู้ป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจยิ่งกว่า
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย การแพร่ระบาดของสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่ชื่อ “เมทแอมเฟตามีน” ซึ่งทำให้ผู้บังคับใช้กฎหมายหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการควบคุมการแพร่ระบาดของสารดังกล่าวโดยเปลี่ยนจากการเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 มาเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท 1 โดยขาดหลักการทางกฎหมายอาญาที่ทำลงไปในอดีตก่อให้เกิดผลอย่างร้ายแรงมาจนถึงปัจจุบันดังเห็นได้จากการแพร่ระบาดของ “เมทแอมเฟตามีน” ที่มากขึ้นในสังคมจนเกินความควบคุมและส่งผลกระทบต่างๆ ต่อสังคมโดยกว้างขวาง ทั้งฝังลึกจนไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย การปฏิรูปกฎหมายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องศึกษาวิเคราะห์วิจัยอย่างลึกซึ้งละเอียดรอบด้านถึงความชอบด้วยเหตุผล หลักการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบที่จะติดตามมาในทุกมิติทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ได้แบ่งประเภทของยาเสพติดให้โทษออกเป็น 5 ประเภทตามความร้ายแรงโดยยกตัวอย่างของยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงคือ เฮโรอีน (Heroin) แต่สถานการณ์ในเรือนจำและทัณฑสถานในประเทศไทยกลับพบว่า กว่าร้อยละ 90 ของผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีและต้องโทษจำคุกถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีน ถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นสังคมที่คลาคล่ำไปด้วย “ร้านค้าสะดวกซื้อ (Convenient Store)”
ซึ่งมีอยู่แทบทั่วทุกหนแห่งโดยสัมพันธภาพระหว่างมิติของ “สถานที่ (Space)” และ “เวลา (Time)” แทบปราศจากความหมาย แต่สิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยกันเพื่อมิให้ก่อผลร้าย (Harm) ทั้งต่อตนเอง (Harm to Self) และต่อผู้อื่น (Harm to Others) ในนามของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยรูปแบบของกฎหมายไม่ว่าจะเป็นนิติวิธี หรือการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมการแพร่ระบาดของสารเสพติดไม่ควรที่จะถือเอาความสะดวกมากเกินไป เพราะกฎหมายดังกล่าวซึ่งมีโทษอาญานั้นนับว่าเป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับที่รุนแรงที่สุดทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย (de jure & de facto)
การพิจารณาลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการจำคุกจึงควรจำกัดครัดเคร่งต่อบุคคลที่เป็นภัยอันตรายอย่างร้ายแรงต่อความผาสุกของสังคมเท่านั้น อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการลงโทษมิควรพิจารณาเพียงลำพังแต่ข้อเท็จจริงในอดีต หากควรคำนึงถึงผลที่อาจเกิดในอนาคตรวมทั้งบริบทหรือสภาพแวดล้อมของสังคมตลอดจนสถาบันหรือหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายประกอบด้วย นโยบายรวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายโดยปราศจากการคำนึงถึงผลกระทบหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นตามมาโดยมิได้คาดหมายไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางสังคม ทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกระบบ รวมทั้งปัญหาต่อกระบวนการยุติธรรมเองเป็นสิ่งที่พึงระมัดระวังอย่างยิ่ง หาไม่แล้วอาจกลายเป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่งภายใต้การดำเนินนโยบายควบคุมสารเสพติด (Violations of human rights in the name of drug control)
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ในระดับสากลมีการแยกผู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับสารเสพติดเป็น 2 ด้าน คือ 1.ฝ่ายผู้เสพ และ 2. ฝ่ายผู้ค้า ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเมทแอมเฟตามีนแพร่ระบาดออกไปมากเท่าใด ย่อมหมายความว่า คนจำนวนมากอาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนในทางใดทางหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
ผู้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีมีตั้งแต่ผู้ค้ารายสำคัญหรือรายใหญ่ซึ่งมีอิทธิพลนำเมทแอมเฟตามีนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขายให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในประเทศไปจนถึงคนทั่วไปในหมู่บ้านหรือชุมชนซึ่งเป็นผู้เสพ การตีตรามองคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนภายใต้วาทกรรมยาเสพติดแบบ “เหมารวม” ว่าเป็นตัวการหรือผู้ทำลายชาติบ้านเมืองนอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเมทแอมเฟตามีนแล้ว ยังอาจทำให้สังคมต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “ปัญหาที่ติดตามมาของการปราบปรามเมทแอมเฟตามีน” (Side Effect of War on Meth) เพิ่มขึ้นอีกด้วย สังคมไทยและผู้ที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการแพร่ระบาดของเมทแอมเฟตามีนควรต้องพิจารณาปัญหาดังกล่าวอย่างรอบด้านและรอบคอบ
การนำแนวคิดเรื่องการควบคุมและปราบปรามอาชญากรรมทั่วๆ ไปมาใช้กับเรื่องของเมทแอมเฟตามีนอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาต่อกระบวนการยุติธรรมเองที่ไม่อาจรองรับต่อจำนวนผู้กระทำผิดซึ่งต้องถูกจับกุมคุมขังดำเนินคดีเข้ามาสู่เรือนจำ/ทัณฑสถาน รวมทั้งการรับโทษจำคุกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดสภาพการณ์ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ/ทัณฑสถานทำให้การดูแลปรับปรุงพฤตินิสัยของผู้ต้องขังอันเป็นหน้าที่หลักของงานราชทัณฑ์ไม่อาจทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่าที่ควร อีกทั้งทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่อาจแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้ตามเจตนารมณ์ในอุดมคติ หากแต่สร้างปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจในวงกว้างกลายเป็นต้นตอบ่อเกิดแห่งอาชญากรรมยิ่งกว่า รวมทั้งอาจเกิดการล่มสลายของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบได้ในที่สุดในทางกลับกัน
ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนท่านที่สนใจเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจัดการการแพร่ระบาดเมทแอมเฟตามีนได้จากลิงก์….

