จักษุแพทย์ไขข้อข้องใจ “โควิด-19” ติดต่อผ่าน “ดวงตา” เป็นไปได้แต่โอกาสน้อย

26.03.20 | 12:23 น.

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังมีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ไปทุกทวีปทั่วโลก จึงขอให้ประชาชนและผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เท่านั้น อนึ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามทางสาธารณสุขครั้งใหญ่ในขณะนี้จากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ภาครัฐได้บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนในการคัดกรอง เฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอย่างเข้มข้น จึงขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ เพื่อความปลอดภัยทั้งของตนเองและผู้อื่น

ด้าน พญ.สายจินต์ อิสีประดิฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) เมตตาประชารักษ์ (รพ.วัดไร่ขิง) กล่าวว่า โรคที่เกิดจากไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ มีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ มีการศึกษาวิจัยในประเทศจีน พบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 จะมีอาการตาแดงร่วมด้วยประมาณร้อยละ 0.8 เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัสนี้ในน้ำตา และสารคัดหลั่งเยื่อบุตาอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ โดยได้รับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ที่มีเชื้อโรคผ่านทางระบบทางเดินหายใจ

ด้าน พญ.ดวงดาว ทัศณรงค์ จักษุแพทย์เชี่ยวชาญ รพ.เมตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ มีคำถามว่าแล้วไวรัสชนิดนี้จะติดต่อทางตาได้หรือไม่ ขอชี้แจงว่า เนื่องจากดวงตามีทางติดต่อกับโพรงจมูก โดยมีการระบายน้ำตาและสารคัดหลั่งเยื่อบุตาผ่านท่อระบายน้ำตาเข้าสู่โพรงจมูก ดังนั้น ถ้าได้รับเชื้อเข้าสู่ดวงตาในปริมาณที่มากพอ เช่น ถูกไอหรือจามใส่หน้าโดยตรงและมีสารคัดหลั่งที่มีเชื้อไวรัสชนิดนี้เข้าสู่ดวงตา ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่สารคัดหลั่งเหล่านี้จะถูกระบายเข้าสู่โพรงจมูก แต่โดยทั่วไปแล้ว ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 ไม่สามารถลอยอยู่ในอากาศได้ด้วยตัวมันเอง แต่จะอยู่ในน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ป่วยที่ถูกไอหรือจามออกมา ดังนั้น ถ้าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมปกติโดยทั่วไป โอกาสที่จะมีไวรัสลอยเข้ามาสู่ดวงตา และระบายเข้าสู่เยื่อบุโพรงจมูกนั้นเป็นไปได้ต่ำมาก และปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานการติดเชื้อผ่านทางดวงตา ส่วนการติดเชื้อจากการได้รับเชื้อจากน้ำตาหรือสารคัดหลั่งเยื่อบุตาของผู้ป่วยนั้น เนื่องจากมีรายงานการพบเชื้อโควิด-19 ในน้ำตาและสารคัดหลั่งเยื่อบุตา ดังนั้น ถ้ามีการสัมผัสของสารคัดหลั่งดังกล่าวจากตาผู้ติดเชื้อ และนำเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ก็อาจมีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ถ้าในสารคัดหลั่งดังกล่าวมีเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่” พญ.ดวงดาว กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2563 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ แต่ยังไม่ประกาศจำกัดการเดินทางสำหรับประเทศไทยได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็น โรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ประกาศ ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 และประกาศให้ประเทศจีน เกาหลีใต้ อิตาลี และอิหร่าน เป็นเขตโรคติดต่ออันตราย เมื่อวันที่ 5 มีนาคุม 2563 แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปเขตโรคติดต่ออันตราย หากไม่มีความจำเป็นกรณีที่จำเป็นต้องเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาด ควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำวิธีป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือมีมลภาวะและไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอ จาม เลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุก ทั้งเนื้อสัตว์ไข่ และผักสด ผลไม้ หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำและสบู่นานอย่างน้อย 20 วินาที หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือลูบมือจนกว่าจะแห้งไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็นไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น (เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว) เนื่องจากเชื้อก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงต่างประเทศ เมื่อหลังเดินทางเข้าประเทศไทย ภายใน 14 วัน แนะนำให้สังเกตอาการ หากมีไข้ ร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอมีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย แล้วล้างมือ และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน ปอดบวม และอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สายด่วน 1422

 

Advertisement