เมื่อวันที่ 27 มีนาคม นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มผู้อยู่ในข่ายเฝ้าระวังการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่มีความเกี่ยวพันกับสนามมวย เข้าสู่ระบบการกักตัวเองครบ 14 วันแล้ว แต่ยังพบว่ามีผู้ป่วยในกลุ่มสนามมวยอีกว่า ถ้านับ 14 วัน ก็ถือว่าครบไปแล้วเมื่อวันที่ 20-21 มีนาคมที่ผ่านมา แต่สนามมวยยังมีการเปิดต่อไปจนถึงวันที่ 9 มีนาคม แล้วค่อยปิด อาจจะยังมีคนใกล้ชิดอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ หากติดตามกลุ่มสนามมวย พบว่าเหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม และเริ่มพบที่เวทีราชดำเนินวันที่ 5 มีนาคม และเวทีลุมพินี วันที่ 6 มีนาคม เพราะมีเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน คือ คนดูมวย
“จากข้อมูลพบว่า มีประมาณ 5,000 กว่าคน ดูในสนาม ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด ต่อมาก็ทยอยกันป่วย แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไปสนามมวย แต่ไม่แสดงตัว ทั้งๆ ที่ สธ.ได้อนุโลมว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่มีรายงานผู้ป่วยทุกวัน จึงเชิญชวนให้ออกมาตรวจร่างกายว่าจะไม่ได้เป็นผู้ที่มีเชื้อไปแพร่เชื้อในชุมชน อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้เมื่อกลับบ้าน ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ก็ไปคลุกคลีคนใกล้ชิดในครอบครัว หรือจากภารกิจหน้าที่การงาน โดยที่ไม่ได้ระมัดระวังการจะแพร่เชื้อในชุมชน เมื่อเขาเป็นผู้ป่วย คนรอบๆ ก็คือผู้สัมผัสใกล้ชิด และเมื่อคนใกล้ชิดป่วย ก็จะมีผู้ใกล้ชิดต่ออีก” นพ.อนุพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ นพ.อนุพงศ์ กล่าวว่า หากตีความคือ กลุ่มสนามมวยถือเป็นวงที่ 1 คนสัมผัสใกล้ชิดเป็นวงที่ 2 หากตะครุบวงที่ 1 ได้ครบ การติดตามวงที่ 2 ก็ง่าย แต่หากมีหลุดรอดก็อาจมีขยายไปวงที่ 3 และ 4 ซึ่งคาดว่าผู้ป่วยในช่วงนี้น่าจะเป็นวงที่ 3
นพ.อนุพงศ์ กล่าวว่า จากการศึกษาของประเทศออสเตรเลีย พบว่า ถ้าประชาชนยอมรับมาตรการของรัฐและร่วมมือปฏิบัติตามในระดับที่ต่างกันก็จะให้ผลต่างกัน สำหรับประเทศไทยขณะนี้คือ การขอความร่วมมืออยู่บ้านและมีระยะห่างทางสังคม
“หากร่วมมือร้อยละ 90 จะสามารถหน่วงสถานการณ์ผู้ป่วยรายใหม่ให้เกิดน้อยไประยะที่ 3 ได้สบาย มีสถานที่เตียงรองรับเพียงพอ แต่หากลดมาร้อยละ 80 หรือร้อยละ 70 จะมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งกรมควบคุมโรคก็อยู่ระหว่างการสำรวจถึงความเข้าใจและความร่วมมือของประชาชน” นพ.อนุพงศ์ กล่าว

