คนไทยในไอร์เเลนด์ยื่นฟ้องสนง.การบินพลเรือน กรณีต้องมีใบรับรองเเพทย์ถึงบินกลับไทยได้ ส่วนอีกคดีศาลปกครองกลางไม่รับฟ้องคดีหญิงฟ้องคล้ายกันขอกลับจากเเคนาดา ชี้ ถึงยกเลิกประกาศการบินฯยังมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่เนื้อหาเดียวกัน
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่สำนักงานศาลปกครอง ถ.เเจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ซึ่งเป็นคนไทยที่พำนักอยู่ประเทศไอร์แลนด์ได้ยื่นฟ้องผ่านอิเล็กทรอนิกส์ กับ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยรวม 2 คน กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง แนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ทำการบินมายังประเทศไทย ลว. 19 มี.ค. 2563 กำหนดให้ผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ให้บริการผู้โดยสารที่จะเดินทางมายังประเทศไทยดำเนินการคัดกรองโดยต้องมีใบรับรองแพทย์ซึ่งยืนยันว่าไม่พบเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีผลเป็นการจำกัดเสรีภาพและสร้างภาระเกินสมควรแก่ผู้ฟ้องคดีในการเดินทางทางอากาศกลับมายังประเทศไทย จึงนำคดีมาฟ้อง
นายวชิระ ชอบแต่ง รองโฆษกศาลปกครอง กล่าวว่าคดีนี้มีการยื่นฟ้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาตั้งเเต่วันที่ 26 มีนาคม ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้ก็จะส่งสำนวนเข้าองค์คณะ โดยคำร้องดังกล่าวขอให้มีการทุเลาการบังคับตามคำสั่งเเต่ขณะนี้ทางศาลปกครองยังไม่มีคำสั่งออกมาอยู่ระหว่างการพิจารณา
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นอกจากนี้ในวันที่26 มี.ค.ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันเดียวกัน มีรายงานว่า ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องเเละให้จำหน่ายคดีหมายเลขดำที่ 709/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 447/2563ที่ นางสุภา โชติงาม ได้ยื่นฟ้อง ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ถูกฟ้องคดีมีประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง แนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ทำการบินมายังประเทศไทย ลว. 19 มี.ค. 2563 ข้อ 3 (1) กำหนดให้ผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ให้บริการผู้โดยสารที่จะเดินทางมายังประเทศไทยดำเนินการคัดกรองโดยต้องมีใบรับรองแพทย์ซึ่งยืนยันว่าไม่พบเชื้อไวรัสโควิด-19เป็นเหตุให้
ผู้ฟ้องคดีซึ่งกำลังจะเดินทางจากประเทศแคนาดามายังประเทศไทยในวันที่ 26 มีนาคม 2563 ได้รับ ความเดือดร้อนเสียหาย เนื่องจากการขอใบรับรองแพทย์ในประเทศแคนาดากรณีดังกล่าวกระทำได้ยากหรือไม่อาจกระทำได้เลย จึงนำคดีมาฟ้อง
โดยศาลให้เหตุผลว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ฟ้องคดีเป็นมารดาของน.ส.มนัสนันท์ จอมพันธ์ ซึ่งขณะนี้ น.ส.มนัสนันท์ จอมพันธ์ พำนักและศึกษาอยู่ ณ ประเทศแคนาดา และเพิ่งจบการศึกษาจึงได้ซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับมายังประเทศไทยในวันที่ 29มี.ค.แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19ไปทั่วโลกจึงเลื่อนตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับประเทศไทยอย่างเร็วที่สุดเป็นวันที่ 26 มี.ค.แต่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเรื่องแนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ทำการบินมายังประเทศไทยประกาศ วันที่ 19 โดยกำหนดไว้ในข้อ 4เเละ5 ของประกาศฉบับดังกล่าวให้ผู้มีสัญชาติไทยที่จะเดินทางกลับมายังประเทศไทยจะต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันได้ว่ามีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทางทางอากาศหากผู้ดำเนินการเดินอากาศพบว่าผู้โดยสารไม่สามารถแสดงเอกสารหลักฐานดังกล่าวได้ให้ปฏิเสธการขึ้นเครื่องและงดการออกบัตรขึ้นเครื่องซึ่งประกาศฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค.แต่ขณะฟ้องคดีนี้สถานการณ์ในประเทศแคนาดาไม่สามารถที่จะขอใบรับรองแพทย์หรือเดินทางไปขอใบรับรองแพทย์ได้ง่ายซึ่ง น.ส.มนัสนันท์ ได้ติดต่อเพื่อขอรับใบรับรองแพทย์จากคลินิกและสถานพยาบาลหลายแห่งแล้วได้รับการปฏิเสธทุกแห่งผู้ฟ้องคดีจึงเห็นว่าประกาศฉบับดังกล่าวสร้างภาระให้เกิดกับน.ส.มนัสนันท์และประชาชนชาวไทยที่จะเดินทางกลับประเทศไทยเกินสมควรอีกทั้งยังเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีผลเป็นการห้ามบุคคลสัญชาติไทยเข้าประเทศขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง 1.เพิกถอนประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเรื่องแนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ทำการบินมายังประเทศไทย2.ทุเลาการบังคับตามประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเรื่องแนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ทำการบินมายังประเทศไทยประกาศ ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาพร้อมกันนี้ผู้ฟ้องคดีได้มีคำขอให้ศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาโดยทุเลาการบังคับตามประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเรื่องแนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ทำการบินมายังประเทศไทยเป็นการเร่งด่วนเนื่องจากอาจส่งผลกระทบทำให้บุตรสาวของผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยตามกำหนดเวลาได้และเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
พิเคราะห์เเล้วเมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ความว่าบุตรของผู้ฟ้องคดีซึ่งพำนักและศึกษาอยู่ ณ ประเทศแคนาดาและเพิ่งจบการศึกษามีกำหนดการเดินทางกลับเข้ามายังประเทศไทยอย่างเร็วที่สุดวันที่ 26 มี.ค.อันเป็นเวลาที่อยู่ในบังคับตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548(ฉบับที่ 1) มีผลใช้บังคับในวันที่ 26 มี.ค.บุตรของผู้ฟ้องคดีจึงต้องปฏิบัติตามข้อ 3วรรคหนึ่ง (2)และวรรคสองของข้อกำหนดฉบับดังกล่าวอย่างเคร่งครัดจึงเห็นว่าแม้ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีหรือมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเรื่องแนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ทำการบินมายังประเทศไทยโดยเฉพาะข้อ 4 เเบะ5 ของประกาศฉบับดังกล่าวตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีแต่ย่อมไม่อาจมีผลเป็นการแก้ไขเยียวยาหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งตามคำฟ้องให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ซึ่งผู้ฟ้องคดีหรือบุตรของผู้ฟ้องคดียังคงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามข้อ 3วรรคหนึ่ง (6) และวรรคสอง ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน(ฉบับที่ 1) ซึ่งประกาศวันที่ 26 มี.ค.อันเป็นวันเดียวกันกับวันที่บุตรของผู้ฟ้องคดีสามารถเดินทางกลับเข้ามายังประเทศไทยอย่างเร็วที่สุดและเมื่อข้อ 3วรรคหนึ่ง (6 ) และวรรคสองของข้อกำหนดฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกันกับข้อ 4และข้อ5 ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี อีกทั้งตามข้อกำหนดฉบับดังกล่าวยังมีช่องทางช่วยเหลือบุตรของผู้ฟ้องคดีโดยให้สถานทูตไทยและสถานกงสุลไทยในต่างประเทศให้ข้อมูลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสัญชาติไทยในการเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรด้วยแล้วตามความในข้อ 3วรรคหนึ่ง (6)
ดังนั้นศาลปกครองจึงไม่จำต้องออกคำบังคับโดยการเพิกถอนประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเรื่องแนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ทำการบินมายังประเทศไทยข้อ 4เเละ5 ตามคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นไปตามนัยมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 42 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.2542
ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้และเมื่อศาลไม่อาจรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้จึงไม่จำต้องพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับตามข้อ4เเละ5 ของประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเรื่องแนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ทำการบินมายังประเทศไทยดังกล่าวแต่ประการใด
จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

