สธ.ยอมรับ หลังจากนี้จะพบป่วย ‘โควิด-19’ ใน ตจว.มากขึ้น หากยังมีการเคลื่อนย้ายคน
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป แถลงข่าวความคืบหน้าของสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
นพ.อนุพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยพบผู้ป่วยอาการรุนแรง 17 ราย อยู่ในต่างจังหวัด จำนวน 5 ราย ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา เชียงใหม่ บุรีรัมย์ และอยู่ในกรุงเทพฯ (กทม.) 12 ราย ในจำนวนนี้มีหนึ่งรายที่ใช้เครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอด หรือเอคโม (ECMO) ซึ่งนับว่าเป็นรายที่หนักกว่ารายอื่น ส่วนผู้เสียชีวิตในวันนี้นับเป็นรายที่ 6 ของประเทศไทย เป็นผู้ป่วยที่อยู่ใน กทม.


นพ.โสภณกล่าวว่า สิ่งที่ สธ.เป็นกังวลและอยากให้ประชาชนรับทราบก็คือ การป้องกันการป่วยและป้องกันการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทยพบผู้ป่วยมากขึ้นโดยส่วนหนึ่งมีอาการรุนแรง มีส่วนน้อยเสียชีวิต ซึ่งในภาพรวมทั้งโลกเมื่อพบผู้ป่วยจำนวนหลัก 100 ราย จะมี 80 ราย ที่อาการน้อย หรือน้อยมากจนคาดไม่ถึงว่าจะติดเชื้อ โดยผู้ป่วยอาการน้อยบางส่วนทำการรักษาอยู่ที่สถานพยาบาลตามต่างจังหวัด แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก กทม.มีผู้ป่วยมาก่อนหน้าแล้ว โดยผู้ป่วย 100 ราย จะมีจำนวน 20 ราย ทำการรักษาอยู่ในโรงพยาบาล (รพ.) โดยจะมี 5 ราย มีอาการรุนแรงและใน 5 รายนั้นจะมีบางส่วนที่เสียชีวิต หากดูจากจำนวนผู้เสียชีวิตในขณะนี้อยู่ที่ 6 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.5 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับในหลายประเทศที่มีอัตราการป่วยตายสูงกว่าประเทศไทย

นพ.โสภณกล่าวว่า ในการแพร่กระจายเชื้อส่วนภูมิภาคมีความเชื่อมโยงกันกับเหตุการณ์ใน กทม. เช่น ผู้ชมในสนามมวย ผู้ที่อยู่ในสถานบันเทิง และแพร่กระจายเชื้อในภูมิภาคในส่วนของผู้ที่ไม่ได้เดินทางมา กทม. ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ตามหลังจากที่เกิดขึ้นใน กทม.และปริมณฑลเมื่อ 2 เดือนก่อน โดยส่วนมากจะพบผู้ป่วยจากการเดินทาง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่มีการประกาศปิดสถานประกอบการภายใน กทม. จึงมีคนทยอยกลับภูมิลำเนาเยอะ จึงเป็นความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มขึ้นในหลายจังหวัด เพราะเป็นเวลาครบ 1 สัปดาห์ เนื่องจากโรคนี้มีระยะฟักตัว 14 วัน โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 5-7 วัน ดังนั้น ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญในการจับตาเฝ้าระวังผู้ที่มีอาการระบบทางเดินหายใจ หลังจากที่เพิ่งเดินทางกลับมาจาก กทม. หรือจังหวัดใหญ่ๆ ที่มีการปิดสถานประกอบการ หากพบจะต้องรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรักษาพยาบาลตรวจวินิจฉัยเพื่อลดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
นพ.โสภณกล่าวว่า กลุ่มที่เสียชีวิตและมีอาการรุนแรงส่วนมากจากปัจจัย เช่น มีอายุมาก มีโรคประจำตัว อาทิ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไต และผู้ที่รักษามะเร็งอยู่ ดังนั้น คนกลุ่มนี้จะต้องมีการระมัดระวังในการติดเชื้อมากกว่ากลุ่มอื่นเป็นพิเศษ ซึ่งข้อมูลจากต่างประเทศพบว่า ในผู้ป่วยที่มีอายุมากและมีโรคประจำตัวจะมีอัตราป่วยตายมากกว่าร้อยละ 10 คือใน 100 ราย จะมีโอกาสป่วยตาย 10 ราย และในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยจะมีอัตราป่วยตายเพียงร้อยละ 1

“ขณะนี้เริ่มมีผู้ป่วยไปโผล่ในต่างจังหวัด แต่ยังพบผู้ป่วยใน กทม.อยู่ และยังมีผู้ป่วยรายใหม่ในทุกวัน ขณะนี้กรุงเทพฯคงมีไม่เกินครึ่งและที่เหลือจะเป็นต่างจังหวัด ดังนั้น จึงมีการพบผู้ป่วยอาการหนักเกิดขึ้นในต่างจังหวัดได้ในช่วงหลังจากนี้เป็นต้นไป” นพ.โสภณกล่าว
นพ.โสภณกล่าวว่า ในหลายจังหวัดที่พบผู้ป่วยมีความเข้มแข็งขึ้นมาก โดยมีการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ปฏิบัติการส่วนอื่น เช่น การตรวจพบผู้ป่วยที่เข้ามาในพื้นที่ ดูได้จากกรณีของสนามมวย จะพบว่ามีผู้เดินทางจากสนามมวยไปยังภูมิภาค สามารถทำการสอบสวนและควบคุมโรคได้ เริ่มต้นด้วยการหาผู้สัมผัสใกล้ชิด เช่น คนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน บุคคลอื่นๆ และหลังจากนั้นจะทำการตรวจหาการติดเชื้อไวรัส จึงทำให้ทราบว่ามีผู้ป่วยที่เดินทางเข้ามาในจังหวัดมีมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชม เนื่องจากในหลายจังหวัดมีผู้ติดเชื้อในจำนวนจำกัด เช่น มีภรรยาที่อยู่ใกล้ชิดและติดเชื้อ หรือคนที่ทำงานใกล้ชิดอย่างมาก และทางจังหวัดจะส่งข้อมูลมายังส่วนกลางเพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลของทั้งประเทศ เป็นข้อมูลสรุปผู้ติดเชื้อจากเหตุการณ์สนามมวยมากกว่า 100 คน กระจายอยู่ประมาณ 7-8 จังหวัด

“ในช่วงก่อนจะต้องมีการยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการ 2 แห่ง แต่ในขณะนี้มีความแม่นยำในการตรวจมากขึ้นจึงใช้เพียงห้องปฏิบัติการเดียวในส่วนของภูมิภาคเพื่อยืนยันผล ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งเข้ามารวบรวมตอนเย็น และนำมาแถลงข่าวร่วมกัน เช่น แถลงในช่วงเช้าของส่วนกลาง และช่วงบ่ายแถลงที่ส่วนภูมิภาค การทำงานเช่นนี้จะมีเอกภาพและประชาชนจะไม่สับสนว่ามีเหตุการณ์โรคใดบ้างเกิดขึ้นในประเทศ” นพ.โสภณกล่าว
นอกจากนี้ นพ.โสภณกล่าวว่า ปรากฏว่า ส่วนการทำงานภูมิภาคทำงานได้ดีกว่าในหลายเรื่อง เนื่องจากประชาชนให้ความร่วมมือมากกว่า เป็นสังคมต่างจังหวัดที่มีความห่วงใยกัน ผู้ที่เดินทางกลับจาก กทม.ก็ได้มีการกักกันตนเองในระยะ 14 วัน อย่างเข้มงวดโดยไม่มีการสัมผัสใกล้ชิดกับคนในพื้นที่ คาดว่าการแพร่เชื้อก็น่าจะน้อยลงด้วย โดยทางผู้บริหารเขตสุขภาพ ผู้ตรวจราชการสาธารณสุข นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีคุณภาพไม่ต่างจากใน กทม. เนื่องจาก สธ.มีการกระจายยาไปในทุกพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

