สธ.แนะสังเกตตนเอง “โควิด-19” ผู้มีอาการน้อยให้เฝ้าอาการ 14 วัน หากไม่ดีขึ้นค่อยมาพบแพทย์
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ ผู้ตรวจราชการสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 แถลงข่าวความคืบหน้าของสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
นพ.อนุพงศ์ กล่าวว่า สถานการณ์ทั่วโลก 197 ประเทศ พบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อสะสม 721,277 ราย อาการรุนแรงจำนวน 26,789 ราย รักษาหายแล้ว 151,004 ราย และเสียชีวิต 33,942 ราย ส่วนใหญ่พบการติดเชื้อที่ทวีปทางยุโรป ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส ทิศทางการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยทางทวีปยุโรปมีแนวโน้มคงที่แล้วและในทางทวีปเอเชียมีผู้ป่วยยืนยันเพิ่มขึ้นในประเทศมาเลเชีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 34 ของโลก
นพ.อนุพงศ์ กล่าวว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยในกรุงเทพมหานคร(กทม.)เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้จะพบในต่างจังหวัด โดยผู้ป่วยรายใหม่ส่วนมากจะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่สนามมวย โดยจะเกิดในต่างจังหวัดช้ากว่าในกทม. สถานบันเทิง ผู้เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงและการร่วมพิธีทางศาสนา รวมถึงผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้
“การพบผู้ป่วยในกลุ่มเดิมยังพบประปราย เนื่องจากมีการพบปะหรือไปเที่ยวอยู่ด้วยกัน และรวมถึงผู้เดินทางกลับจากพื้นที่ระบาด ต่างจังหวัดจะพบผู้ป่วยใหม่ในกรณีที่สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า ” นพ.อนุพงศ์ กล่าว
เมื่อถามว่าผู้ป่วยอาการหนัก 23 ราย ที่เป็นผู้ป่วยสูงอายุและมีโรคประจำตัว หรือมีปัจจัยเรื่องการเข้ารับรักษาที่โรงพยาบาล (รพ.)ช้า นพ.อนุพงศ์ กล่าว ก่อนหน้านี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 16 ราย โดยร้อยละ 50 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีโรคร่วม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงในอาการรุนแรงและเสียชีวิต
เมื่อถามว่าผู้ป่วยอาการหนักและไม่มีโรคร่วม แต่เสียชีวิต มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่าเกิดจากสาเหตุใด นพ.อนุพงศ์ กล่าวว่า การวินิจที่เร็วสามารถให้การรักษาที่ถูกต้อง เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคใหม่ คนจะไม่มีภูมิคุ้มกันในร่างกาย ดังนั้นร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดขาว น้ำเหลืองและสร้างภูมิคุ้มกัน หากร่างกายจัดการได้ไม่ดี ก็จะมีอาการป่วยรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามหากมีอาการกระทบต่ออวัยวะสำคัญ เช่น ปอด ไต จะส่งผลให้อวัยวะอื่นทำงานไม่ได้ และผู้ป่วยจะเสียชีวิต
ด้าน นพ.ธงชัย กล่าวว่า มีปัจจัยอื่นเช่น 1.จำนวนเชื้อที่เข้าสู่ร่างกาย 2.แต่ละคนมีความไวต่อเชื้อเกิดโรคต่างกัน บางคนเชื้อเข้าไปไม่มาก แต่โรคสามารถลามลงปอดได้เร็ว และส่งผลให้อวัยวะอื่นๆ มีปัญหา ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงจึงเป็นผู้ที่มีโรคทางปอดและโรคอื่นๆ
เมื่อถามว่า ทาง สธ.จะมีแนวทางปรับมาตรการในการเข้ารับการตรวจหาเชื้อหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมามีคำแนะนำให้ประชาชนสังเกตอาการอยู่บ้านก่อน หากมีอาการจึงมาพบแพทย์ ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงหรือผู้มีโรคประจำตัว จะมีการปรับให้เข้าสู่ระบบการรักษาได้ทันทีหรือไม่ นพ.อนุพงศ์ กล่าวว่า คำนิยามของผู้เข้าเกณฑ์การสอบสวนโรคได้มีการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ ตามสถานการณ์ และขณะนี้ได้ปรับมา 5 รอบแล้ว อย่างไรก็ตามคำแนะนำทั่วไปคือ หากเดินทางกลับมาจากประเทศเสี่ยง ให้กักกันตนเองอยู่บ้าน 14 วัน และหากมีอาการป่วยให้รีบมาพบแพทย์ ยกเว้นผู้ที่มีอาการน้อย เช่น ไข้หวัด น้ำมูก แนะนำให้รับประทานยาเบื้องต้นก่อน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีไข้สูง มีอาการเหนื่อยหอบ ซึ่งเข้าข่ายอาการปอดอักเสบ ให้รีบมาพบแพทย์ทันที

