สตม.ใช้เวลา 7 ชม.ร่วมแก้ไขสถานการณ์เหตุ 158 รายป่วนสุวรรณภูมิ

4.04.20 | 14:41 น.

เมื่อวันที่ 4 เมษายน พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เปิดเผยกรณีกลุ่มคนไทยกว่าหลักร้อยคนเดินทางจากต่างประเทศกลับมาถึงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิแล้วเกิดการประท้วงเจ้าหน้าที่หลังไม่พอใจมาตรการตรวจคัดกรองไวรัสโควิด-19 ซึ่งใช้เวลานานกว่าค่อนวัน และปฏิเสธที่จะเข้ารับการกักตัวยังสถานที่รองรับใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และโรงแรม อีก 2แห่ง ในกรุงเทพมหานคร ว่าจากที่รับรายงานทราบว่าเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา มีเที่ยวบินที่พากลุ่มผู้โดยสารชาวไทยกว่าหลักร้อยคนกลับจากต่างประเทศได้แก่ ญี่ปุ่น กาตาร์ และสิงคโปร์ เข้ามาถึงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เวลาประมาณ 13.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ตรวจคัดกรองโรคเป็นรายบุคคลอย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่ด่านแรกคือเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรค ที่เป็นผู้มีอำนาจควบคุมสถานการณ์สูงสุด ทำหน้าที่ตรวจวัดไข้ เอกสารใบรับรองแพทย์และอื่นๆ ก่อนจะเข้ามาด่านที่ 2 ของสนามบิน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะให้ติดตั้งแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือไว้สำหรับติดตามตัว และด่านสุดท้ายคือด่านตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่จะตรวจหนังสือเดินทาง วีซ่าตราประทับ หากไม่พบประวัติหรือข้อมูลผิดปกติ ผู้โดยสารรายนั้นก็จะเข้าไปรอรับกระเป๋าต่อไป


พล.ต.ต.สุรพงษ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ขั้นตอนการตรวจคัดกรองดังกล่าวต้องทำเป็นรายบุคคลซึ่งทำให้ใช้เวลามาก ประกอบกับเริ่มมีผู้โดยสารเที่ยวบิน (ขาเข้า) ต่างประเทศมาสะสมจำนวนมาก ทำให้ญาติที่รอรับและตัวผู้โดยสารที่เดินทางกลับ เกิดความไม่พอใจจึงเริ่มกดดันเจ้าหน้าที่ เมื่อชี้แจงว่าต้องถูกไปกักตัวที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้โดยสาร เนื่องจากพวกเขาทราบมาว่าสามารถกลับไปกักตัวที่บ้านได้ กระทั่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวกลับบ้าน จนเหตุการณ์เริ่มมาคลี่คลายลงช่วง 20.00 น.

พล.ต.ต.สุรพงษ์กล่าวว่า ภายหลังเกิดเหตุขึ้นเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายก็เร่งหารือกันเนื่องจากทราบว่าจะมีเที่ยวบินจากประเทศเกาหลีใต้ เข้ามาช่วง 23.00 น. และมีผู้โดยสาร 213 คน จากนั้นจึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่แบ่งเป็นชุดละ 6 คน เข้าไปกันผู้โดยสารกลุ่มนี้ขึ้นรถบัสเดินทางไปกักตัวที่ฐานทัพเรือ อ.สัตหีบ โดยไม่ให้พบญาติเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ตอนแรกผู้โดยสารก็ไม่เข้าใจแต่ได้อธิบายจนยินยอมในที่สุด ทั้งนี้สำหรับผู้โดยสารที่มาจาก 5 เที่ยวบินที่เกิดปัญหานั้น ส่วนมากจะเป็นนักเรียนนักศึกษา ขณะที่บางส่วนก็เป็นนักท่องเที่ยวหรือบุคคลที่ไปทำงานและเปลี่ยนเที่ยวบินจากประเทศต้นทางมาก่อน