‘บิ๊กต๊อก’ ชี้อัยการเลื่อนสั่ง ‘คดีพระธัมมชโย’ ขั้นตอนปกติ อาจไม่เห็นพ้องตาม ดีเอสไอ

14.07.16 | 16:20 น.
(แฟ้มภาพ) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

“บิ๊กต๊อก” เผยอัยการเลื่อนสั่ง “คดีพระธัมมชโย” เป็นขั้นตอนปกติตามกระบวนการ อาจจะไม่เห็นพ้องตามพนักงานสอบสวนก็ได้

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีอัยการเลื่อนสั่งคดีพระธัมมชโย จากวันที่ 13 ก.ค.เป็นวันที่วันที่ 30 ส.ค.นี้ว่า ตนพูดตั้งแต่แรกเมื่อ 3-4 เดือนที่แล้ว ว่าการที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอส่งสำนวนคดีพระธัมมชโย ให้พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ซึ่งนัดฟังเพื่อพิจารณามีความเห็นสั่งฟ้องคดีนั้น เป็นอำนาจของอัยการและอัยการได้นัดสั่งคดี ไม่ได้หมายความเป็นการขีดเส้น เพราะที่ผ่านมา สื่อเขียนกันไปเอง เพราะยังมีขั้นตอนการตรวจสอบสำนวนและอาจจะสั่งสอบเพิ่มเติมหรือสั่งให้นำตัวผู้ต้องหามาก็เป็นไปตามหลักกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ถ้าไม่ครบถ้วนก็สามารถสั่งให้สอบเพิ่มเติมได้ ส่วนเรื่องของการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายรอบ 2 สามารถทำได้ 2 อย่าง คือ 1.ดีเอสไอทำได้เอง เพราะมีหมายจับที่ศาลอนุมัติให้แล้ว 2 อัยการสั่งให้ดีเอสไอไปนำตัวผู้ต้องหามา แต่จะเมื่อไหร่ยังไม่ได้สอบถามพนักงานสอบสวน ปล่อยให้พนักงานสอบสวนได้ทำหน้าที่ เชื่อว่าจะประเมินสถานการณ์ได้ ว่าเมื่อไหร่ควรจะทำ แต่ทราบว่าตอนนี้ทางดีเอสไอขอเวลาดูที่อัยการว่าจะมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องสำนวนอย่างไร

“กรณีพระธัมมชโยตามกระบวนการยุติธรรม เมื่อพนักงานสอบสวนได้กล่าวหาใครก็ตามเป็นผู้ต้องหาแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเรื่องจะยุติแค่ไหน เพราะจะต้องไปยุติที่ศาลยุติธรรม และตนก็เคยพูดแล้วว่าอัยการอาจจะยกฟ้องคดีหรือไม่ก็ได้ และก็จะเห็นได้ว่าวันนี้เมื่อส่งสำนวนไป ไม่ใช่อัยการจะเห็นพ้องกับพนักงานสอบสวนทั้งหมด ท้ายที่สุดอาจจะสั่งไม่ฟ้องหรือยกคดีก็ได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าผู้ต้องหาทำให้คดีทั่วไปกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปเรื่อยๆ และก็ผูกพันเป็นเรื่องเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงตอนนี้ก็เริ่มเกรงกลัวว่าจะไม่ให้ประกันตัว ทั้งที่ตอนช่วงที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกก็บอกแล้วว่าให้มารับทราบข้อกล่าวหา และจะให้ประกันตัวไปต่อสู้ในชั้นศาลได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมพระธัมมชโยถึงได้กลัว ก็ต้องถามว่าท่านผิดจริงหรือไม่ ซึ่งถ้าท่านมั่นใจว่าไม่ผิดอย่างที่ได้สื่อกับสังคมก็ไม่ควรจะกลัวที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

พล.อ.ไพบูลย์ เผยว่า ขณะนี้ทางมหาเถรสมาคมได้สั่งให้ผู้ปกครองสงฆ์ไปดำเนินการ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีการเชื่อฟังกันหรือเปล่าในระบบ ซึ่งโดยหลักแล้วควรจะเชื่อผู้ปกครอง ถ้าไม่เชื่อฟังก็ไม่เข้าใจว่าการปกครองทางสงฆ์มีกฎระเบียบอะไร ถึงตั้งองค์กรขึ้นมาแล้วควบคุมกันไม่ได้ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นกระบวนการยุติธรรม และก็พูดกับพนักงานสอบสวนตลอดเวลา เพราะว่าทางผู้ปกครองทางสงฆ์ได้กรุณาลงมาก็ให้ดูเหตุและผลกับฝ่ายปกครองสงฆ์ทุกคนได้รับทราบและมันใจว่าไม่ได้มีการกลั่นแกล้งพระธัมมชโยอย่างที่ศิษยานุศิษย์และโฆษกวัดพระธรรมกายพูดมาตลอด ว่าเป็นเรื่องของคดีความและกฎหมายบ้านเมืองที่ควบคุมเหมือนกันทุคน แต่ปัญหาก็คือท่านควบคุมกันได้หรือเปล่า ก็ต้องมาคอยดู ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่จะต้องออกหมายค้น ซึ่งก็ต้องดูทางฝ่ายปกครองสงฆ์และอัยการอีกสักระยะ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนก็ต้องเตรียมดำเนินการวางแผนเพื่อจะดำเนินการออกหมายค้นเพื่อให้เป็นไปตามหมายจับที่ศาลได้อนุมัติแล้ว ซึ่งเขามีหน้าที่วางแผนก็ต้องทำไปก่อน

“ถ้าทางฝ่ายสงฆ์ดำเนินการได้เรียบร้อยเรื่องจบ พนักงานสอบสวนก็ไม่ต้องทำตามแผนที่ได้วางไว้ เพราะถ้าหากทางสงฆ์บอกว่าจัดการกันไม่ได้ก็ต้องมาถึงเรื่องของทางฝ่ายพนักงานสอบสวนจัดการ หากดูแลกันในฐานะผู้ปกครองที่เป็นผู้บังคับบัญชาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็จะยุ่งยาก ก็ต้องคุยกันว่าให้ผู้ดูแลทางสงฆ์ที่เราเชื่อว่าระบบของสงฆ์มีการปกครองเรื่องอาวุโส มีขั้นตอนว่าต้องฟังกันบ้าง แต่หากไม่ฟังกันก็จะเห็นความไม่ชัดเจนและไม่สามารถปกครองกันได้ ปรากฏขึ้นซึ่งก็จะเป็นคำถามให้กับสังคมเหมือนกันว่าทำไมจึงปกครองกันไม่ได้” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

Advertisement