อัยการฟ้อง อดีตแกนนำ นปช. “พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์” ก่อนหมดอายุความวันสุดท้าย บุกรัฐสภา ปี 53
เมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 ได้ยื่นฟ้องพ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยต่อศาล ในความผิดฐาน ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง , ทำให้เสียทรัพย์ ฯ
อัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2553 มีการประชุมคณะรัฐมนตรีที่อาคารรัฐสภา 3 และมีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อาคารรัฐสภา 1 โดยระหว่างเวลา 11.00 น.-13.30 น. จำเลย กับพวกแกนนำ นปช.อีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้นำกลุ่ม นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดง หลายพันคน ไปชุมนุมที่บริเวณหน้าที่ทำการรัฐสภา ถ.อู่ทองใน แขวง-เขตดุสิต กทม. และได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน โดยมีผู้ชุมนุมหลายร้อยคนทำลายประตูรั้วของรัฐสภาเพื่อเข้าไปปิดและขัดขวางการประชุมรัฐสภา จนคานเหล็กที่ใช้ปิดล็อคประตูงอชำรุด และโซ่คล้องกุญแจประตูขาด ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย จำนวน 6,000 บาท
ขณะเดียวกัน ส.ต.ต.ไชยวัศ อรรคคำ กับพวกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน ที่เข้าขัดขวางโดยตั้งแถวหน้ากระดานป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปภายในที่ทำการรัฐสภา ก็ถูกจำเลยกับพวกใช้กำลังประทุษร้ายทุบตี ผลักทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ เป็นอันตรายแก่กาย อีกทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีกหลายคน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลจำนวนมาก ต้องติดอยู่ภายในอาคารและต้องหลบซ่อนตัว ไม่สามารถหลบหนีออกจากอาคารรัฐสภาได้ เนื่องจากผู้ชุมนุมทุบตีรถยนต์และพยายามทำร้ายร่างกาย ขัดขวางไม่ยอมให้ออกจากอาคารรัฐสภา เป็นการล่วงละเมิดต่อกฎหมาย มิได้เป็นการใช้สิทธิโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
อัยการโจทก์ระบุฟ้องอีกว่า นอกจากนี้จำเลยกับพวกผู้ชุมนุมประมาณ 50 คน ได้ร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ข่มขืนใจ หน่วงเหนี่ยวกักขัง พลทหารชโลธร กิมสอ สังกัดกองพันทหารสารวัตรที่ 11 ขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยเข้าจับตัว ล็อคคอ เตะ กระทืบ จับศีรษะ กดแนบลงไปกับพื้น ทั้งยังกระชากแย่งเอาปืนพกขนาด 11 ม.ม.และปืนเล็กยาว M 16 ไปจากพลทหารชโลธร ที่อยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทำของจำเลยทำให้พลทหารชโลธรได้รับบาดเจ็บบริเวณโหนกแก้มขวา ศีรษะด้านซ้าย ต้นแขนขวา ข้อเท้าซ้าย ต้นคอข้างขวาเคล็ด ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย
ต่อมา พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีไว้ ขณะที่จำเลยหลบหนีไป พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จึงขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญาที่ จ.1551/2562 ลงวันที่ 17 ส.ค.62 ติดตามจับกุมจำเลยได้เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 63 บริเวณหน้าบ้านพักเลขที่ 12 ม.7 ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร
เหตุเกิดบริเวณ เขตดุสิต กทม . และที่อื่นเกี่ยวพันกัน โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย
ศาลประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณาหมายเลขดำ อ.877/2563 โดยสอบคำให้การจำเลยโดยอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังจนเข้าใจ แล้วสอบถาม ว่า จะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ ปรากฏว่า พ.ต.ต.เสงี่ยม จำเลย แถลง ให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี
ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 9.00 น.
ต่อมา ญาติของ พ.ต.ต.เสงี่ยม ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 1 แสนบาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณา
ศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้ พ.ต.ต.เสงี่ยมประกันตัวไปตีราคาประกัน 1 แสนบาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใด ๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีนี้ หากอัยการไม่สามามารถยื่นฟ้องได้ทัน อายุความจะหมดลงภายในวันนี้เป็นวันสุดท้าย

