แม้ที่ผ่านมาจะมีคำสั่งลงมาจากหน่วยเหนือว่า จุดความร้อน หรือ Hotspot ต้องหมดภายใน 7 วัน แต่ตราบใดที่ตอไฟยังคงคุกรุ่นรอวันปะทุอยู่ในผืนป่าที่เคยได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดในภาคเหนือ เชื่อว่าประกายไฟจะยังคงลุกไหม้ต่อไป จนกว่า “ฝน” จะเทลงมา
ปีนี้ไฟป่าในพื้นที่ยังคงลุกโชน ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงกลางดึกที่ผู้คนและเจ้าหน้าที่บางส่วนหลับตาลงจากความเหนื่อยล้า ในการออกทำแนวกันไฟและช่วยกันดับไฟมาตลอดทั้งวัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น..
ทั้งที่มีการวางมาตรการเชิงรุกและรับ ปรับแผนทุกวัน เพื่อไล่ให้ทัน “คนเผา” การระดมสรรพกำลังทั้งกำลังเจ้าหน้าที่เสือไฟ เหยี่ยวไฟ ทหาร ตำรวจ ประชาคมจากทุกภาคส่วน รวมทั้งชาวบ้านที่ปีนี้ออกมาร่วมแรงกันเยอะ แต่ก็เกิดความสูญเสียจากไฟคลอกไปแล้วหลายราย
เสียงเฮลิคอปเตอร์บินมาตักน้ำและนำไปทิ้งในจุดที่ไฟลุกลามในหุบเหวและที่สูงชันบนยอดเขาสูง วันแล้ววันเล่า แต่สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้น บางวันจุดความร้อนพุ่งสูงเหยียบเกือบหลักพัน แต่บางวันก็ลดลงมาแตะที่หลักสิบ และพร้อมที่จะพุ่งไปหลักร้อยในวันรุ่งขึ้น จะบอกว่าเป็นเพราะคำสั่ง “ปิดป่า” ทุกแห่ง เพิ่มกำลังลาดตระเวนอย่างหนักทั้งกลางวันกลางคืนมีส่วนช่วยก็ไม่น่าใช่
เพราะสถานการณ์ปีนี้เกิดหนักมากในผืนป่าที่ได้ชื่อว่า ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ ในเขตอุทยานแห่งชาติ และในป่าที่ได้รับการผ่อนผันที่ดินทำกินชั่วคราวให้กับชาวบ้าน ใครกันที่เข้าถึงพื้นที่เหล่านี้ได้..การนำภาพถ่ายดาวเทียมแจ้งพิกัดจุดความร้อน บวกกับภาพถ่ายทางอากาศจากทีมโดรนจิตอาสา จะช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้น ในการเดินเท้าเข้าดับไฟพื้นที่ และส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยในจุดเสี่ยง
แต่ก็เกิดความขัดแย้งเล็กๆ ประหนึ่งไฟสุมขอน ขึ้นมาในกลุ่มเจ้าหน้าที่บางส่วน ที่ไม่อยากเห็นภาพไฟป่าที่ลุกไล่เป็นแนวยาวตามยอดดอยสำคัญเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะ รวมไปถึงภาพการบริจาคอาหาร เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องมือช่วยดับไฟให้กับเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ควรมี..แม้ภายหลังจะทำความเข้าใจกันแล้วแต่..ความเป็นหนึ่งก็หมดไปนับจากนั้น
ตามมาด้วยความ “หัวหมอ” ของชาวบ้านที่ถูกจับกุม บางรายอ้างว่า เป็นการเผาชนเพราะไฟป่ากำลังลุกลามข้ามเข้ามาในสวนลิ้นจี่ของตน มี “ทนาย” หน้าหอ มาช่วยเถียงและแก้ต่างให้ทุกกระบวนความ บางรายบอกไม่ได้ตั้งใจ ไม่รู้ว่าห้ามเผา ลงมือจุดไฟเพราะความสนุก ฯลฯ
เห็นที อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ จะสู้ไม้ขีด ไฟแช็ก และขดยากันยุง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาแบบไทยๆ ไม่ได้ “ไฟป่า” จึงยังคงลุกลามไปทุกม่อนดอยของจังหวัดเชียงใหม่จนถึงทุกวันนี้
คำว่า ธรรมชาติ จะเยียวยาตนเอง คงจริง เพราะปัญหาไฟป่าทุกแห่ง รอ “ฝน” เท่านั้น ที่จะมาช่วยได้
อย่างไรก็ตาม เวลานี้ ไฟป่าที่ลุกไหม้พื้นที่ป่าภาคเหนือ ลดลงไปกว่าครึ่งแล้วจุดความร้อน หรือ ฮอตสปอร์ต ลดลงจากเดิม มากกว่า 50% ล่าสุด เวลา 08.00 น.วันที่ 13 เมษายน เหลือจุดความร้อนในเขตป่าทุกป่า เพียง 392 จุดเท่านั้น แต่ปริมาณจุดความร้อนที่ยังมีอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่ ทั้งไฟป่า เสือไฟ เหยี่ยวไฟ รวมถึงจิตอาสาดับไฟป่าทุกคน ยังต้องทำงานหนักกันต่อไป
พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ให้ข้อมูลคดีเผาป่า ว่า มีสำนวนคดีจำนวน 1,040 คดี เป็นยอดจุดความร้อนที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้และอุทยานจะไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมาวิเคราะห์และแยกว่าเกิดจากคนเผา จากธรรมชาติ หรือลามมาจากคนเผา ก่อนจะมอบให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่สอบปากคำพยาน หากพบว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนของประชาชนทำกินก็จะเรียกสอบเจ้าของที่ดินในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าปล่อยให้ไฟลามได้อย่างไร สอบปากคำกำนันผู้ใหญ่บ้าน เพื่อนบ้าน แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สรุปว่า มีผู้ต้องหากี่รายแน่
“เราไม่ต้องการเหวี่ยงแห หรือไปกล่าวโทษชาวบ้านโดยเขาไม่มีโอกาสชี้แจง จะทำงานลำบาก เพราะต่อไปจะมีปัญหาได้ในพื้นที่ เพราะอนาคตเราก็ต้องอาศัยชาวบ้านให้ช่วยกันรักษาพื้นที่ป่า” ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ แจงถึงการดำเนินคดีไฟป่า
ด้าน “ชีวะภาพ ชีวะธรรม” ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่า และควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) บอกว่า สาเหตุการเกิดไฟไหม้ป่าเกือบทั้งหมดเกิดจากคนจุดโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการจุดเพื่อเผาทำลายเศษซากวัชพืชเพื่อเตรียมการสำหรับเพาะปลูกช่วงฤดูฝน เผาเพื่อล่าสัตว์ หรือแม้กระทั่งการเผาเพราะต้องการกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่ เพราะเคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุม
“ปริมาณการเกิดไฟป่าในปีนี้เทียบกับปีที่ผ่านมายังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่า ปีนี้มีความรุนแรงมากกว่า แต่ต้องพูดกันแต่ละพื้นที่พื้นที่ไป นอกจากนี้ปริมาณจุดความร้อนกับปริมาณฝุ่นขนาดเล็ก ทั้งพีเอ็ม 10 และ พีเอ็ม 2.5 แม้จะเกี่ยวข้องกันบางส่วน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะปริมาณพีเอ็ม 2.5 ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ของบางจุด เป็นเหตุมาจากการเผาไหม้จากประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีกระแสลมเป็นตัวพัดพามา เช่น พื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย พื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นต้น” ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ แจกแจง
สำหรับพื้นที่ดอยสุเทพ ที่ปีนี้จะถูกไฟไหม้หนักกว่าพื้นที่อื่นๆ ในภาคเหนือ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักๆ มาจากการจุดของชาวบ้าน ประกอบกับภายในพื้นที่ป่าดอยสุเทพเอง ที่ 2-3 ปี ก่อนหน้านี้ ไม่ได้เกิดไฟป่ารุนแรง บ่อยครั้งเท่ากับปีนี้ ทำให้ในพื้นที่มีการสะสมของปริมาณเชื้อเพลิงมากกว่าทุกปี และทุกพื้นที่ เมื่อเกิดการจุด จึงลุกลามได้ง่ายและรวดเร็ว
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไฟป่าบนดอยสุเทพดับยาก เป็นเพราะ หลังจากไม่พบหรือพบไฟป่าแบบไม่มากนัก มา 2-3 ปี นอกจากเชื้อเพลิง พวกเศษซากใบไม้มีจำนวนมากแล้ว สิ่งหนึ่งที่พบจำนวนมากที่เป็นเหตุสำคัญให้ดับไฟยากก็คือ บนดอยสุเทพ มีปริมาณของ “ขอน” จำนวนมาก “ขอน” ก็คือไม้ที่ยืนต้นตายเอง ไม้พวกนี้ ติดไฟง่าย และเมื่อติดไฟไฟจะลามตั้งแต่โคนไปถึงปลาย แล้วจะโค่นล้มลงมาเอง เมื่อโค่นล้ม บางต้นมันก็จะกลิ้งลงมาจากเขา หรือกลิ้งออกมาจาก “แนวดำ” หรือ แนวที่ไฟไหม้อยู่เดิม กลายเป็นเชื้อเพลิงที่จะลามไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้อีก
ที่สำคัญคือการดับไฟขอน นั้นไม่เหมือนกับการดับไฟป่าทั่วไปที่เราใช้ไม้ตบได้ แต่ไฟขอนนี่ต้องใช้น้ำดับอย่างเดียวเลย ซึ่งหลายๆ จุดนั้นเราขนน้ำเข้าไปลำบากมาก เพราะอยู่ไกล รถเข้าไปไม่ถึงเจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าเข้าไป
“หลายๆ จุดที่เป็นจุดไฟขนาดใหญ่และลุกลามออกไปเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่จะใช้วิธีที่เรียกว่า “การจุดโต้” หรือ จุดไฟกองเล็กๆ เพื่อให้วิ่งเข้าหาไฟกองใหญ่ ซึ่งเมื่อไฟกองเล็กวิ่งเข้าชนไฟกองใหญ่ จะทำให้ไฟดับลงได้ แต่วิธีนี้ไม่สามารถใช้กับไฟที่ติด ขอน ได้เลย ซึ่งบนดอยสุเทพนั้นพบว่า มีไฟลักษณะที่ติดมาจากขอนจำนวนเยอะมาก การดับจึงค่อนข้างยากกว่าพื้นที่อื่นๆ และต้องใช้เวลา แม้ว่าเวลานี้ เจ้าหน้าที่สามารถดับไฟบนดอยสุเทพได้แล้วทั้ง 100% แต่ยังจัดชุดเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง”
ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า อธิบายถึงที่มาที่ไปของไฟป่าภาคเหนือ

