นักวิชาการแพทย์-อดีตผู้บริหาร สธ. ชง 5 ข้อออกจาก “กึ่งล็อกดาวน์” นำร่อง 32 จว. พ.ค.นี้
เมื่อวันที่ 19 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนักวิชาการทางการแพทย์ และอดีตผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกอบด้วย นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นพ.ครรชิต ลิมปกาญจนารัตน์ และ นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ นพ.ไพจิตร์ วราชิต นพ.โสภณ เมฆธน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข นพ.ธวัช สุนทราจารย์ นพ.มานิต ธีระตคุณติกานนท์ และ นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ได้จัดทำรายงานข้อเสนอ เรื่องวิกฤติโควิด-19 ในประเทศไทย: การเปลี่ยนผ่านจากมาตรการ “กึ่งล็อกดาวน์” เข้าสู่มาตรการ “สร้างเสถียรภาพ” เพื่อเตรียมเสนอต่อรัฐบาล
ทั้งนี้รายงานดังกล่าวระบุว่า ประเทศไทยใช้มาตรการ “ล็อกดาวน์” ซึ่งไม่ถึงกับการการปิดประเทศ ปิดเมืองอย่างเต็มที่ อาจจัดเป็น “กึ่งล็อกดาวน์” ทั้งนี้ สถานการณข์องโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด-19 ในไทยมีแนวโน้มดีขึ้น จากข้อมูล ณ วันที่ 14 เมษายน 2563 มี 32 จังหวัด ไม่พบผู้ป่วยในรอบ 14 วัน หรือ 2 สัปดาห์ มาตรการกึ่งล็อกดาวน์ที่ใช้อยู่มีส่วนสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีสถานการณ์รุนแรง แต่การใช้มาตรการครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ มีต้นทุนสูงทางเศรษฐกิจและสังคม ควรดำเนินการเพียงชั่วคราวในระยะเวลาเท่าที่จำเป็น หากเนิ่นนานโดยไม่จำเป็นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อประชากรที่มีรายได้น้อย มีหนี้สินครัวเรือนสูง ทำให้เกิดการตกงาน 5-7 ล้านคน
หลายประเทศที่กำลังใช้มาตรการล็อกดาวน์ในการแก้ไขวิกฤติโควิด-19 ต่างเริ่มหาทางออกที่จะดำเนินการป้องกันการแพรร่ะบาดของโควิด-19 ต่อไป อย่างได้ผลพร้อมกับการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและผ่อนคลายความตึงเครียดในสังคม โดยตระหนักว่าการแพร่เชื้อจะยังไม่ยุติโดยสิ้นเชิง ยังมีโอกาสจะเกิดการติดเชื้อต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีวัคซีนป้องกันโรคมาใช้อย่างเพียงพอ
สำหรับประเทศไทยมีข้อเสนอ 5 ประการ คือ
1.เพิ่มความเข้มข้นในมาตรการทางสาธารณสุขและการแพทย์ ประกอบด้วย การขยายการตรวจให้ครอบคลุมทุกจังหวัดมีการตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็ว แยกรักษาเฝ้าระวังค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมในบางกลุ่มประชากรที่เสี่ยงต่อการระบาดเช่น กลุ่มที่อยู่แออัด เรือนจำ บ้านคนชรา ชุมชนแรงงานข้ามชาติ เป็นต้น มีการติดตามผู้สัมผัสอย่างรวดเร็ว มีสถานที่รองรับการแยกกักและหอพักผู้ป่วยโควิดที่เพียงพอ สะดวกได้มาตรฐานในทุกจังหวัด
2.ทำให้ทุกคน ทุกสังคม และทุกพื้นที่เข้าใจ และปฎิบัติตามมาตรการสุขลักษณะ ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย เมื่อออกจากบ้าน การมีระยะห่างทางกาย งดการชุมนุม งดงานสังคมที่จัดใหญ่โตมีคนมากๆ เปลี่ยนเป็นงานขนาดเล็กภายในหมู่ญาติสนิทและครอบครัว เป็นต้น
3.เปิดให้ธุรกิจเริ่มเดินหน้าโดยมีการประเมินความเสี่ยงของการดำเนินงานโดยองค์กรธุรกิจ อุตสาหกรรม หากมีความเสี่ยงต้องปรับให้เข้ามาสู่ความเสี่ยงต่ำที่จัดการได้ เช่น ใช้มาตรการตรวจวัดไข้ เว้นระยะห่างทางกาย ลดการใช้เสียง เพิ่มการระบายอากาศ การลดจำนวนผู้ติดต่อใช้บริการและการใช้เทคโนโลยีในการทำงาน ประชุม ติดต่อบริการ โดยไม่ต้องมีการพบปะกันมากๆ
4.การปิดแหล่งแพร่โรคที่สำคัญบริการ หรือ กิจการที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งถูกสอบสวนพบว่าเป็นแหล่งแพร่ระบาดให้เกิดผู้ติดเชื้อมากๆ ได้แก่ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ สถานบริการทางเพศ ทั้งตรงและแฝง สนามการพนัน ในรูปแบบต่างๆ ต้องปิดในระยะยาว สำหรับการปิดกิจการอื่นๆ ในอนาคต ควรใช้วิธีปิดแบบจำเพาะ Selective measures แทนการปิดแบบครอบจักรวาล
5.มีระบบเฝ้าระวังตรวจจับและคาดการณ์ ความรวดเร็วของการแพร่ระบาดในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพื่อเป็นการจัดระดับสถานการณ์เป็นการเตือนและเพิ่มมาตรการหรือผ่อนคลายมาตรการตามบริบทของแต่ละจังหวัด หรือหากเป็นไปได้ย่อยลงไประดับอำเภอ และมีการเฝ้าระวังโดยภาคประชาชน
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านจากมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ ไปสู่มาตรการสร้างเสถียรภาพ ควรต้องเตรียมตัว และให้มั่นใจว่ามาตรการที่สำคัญยังคงอยู่ ไม่เปลี่ยนผ่านแบบรวดเร็ว ควรดำเนินการโดยเริ่มจากจังหวัดกลุ่มแรกที่ไม่พบผู้ป่วยในช่วง 14 วัน หรือ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ประมาณ 32 จังหวัด) สามารถเริ่มได้ในต้นเดือนพฤษภาคม หรืออาจนำร่องทดลองปลายเดือนเมษายนนี้ 3-4 จังหวัด หลังจากนั้นจึงเริ่มในกลุ่มที่ 2 คือ จังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อเชื้อในพื้นที่แบบประปราย (ประมาณ 38 จังหวัด) ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม
สำหรับกลุ่มที่ 3 คือ จังหวัดที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่องเป็นกลุ่มก้อน (ประมาณ 7 จังหวัด ) หากจังหวัดเหล่านี้สามารถลดลดการระบาดลงมาได้ในระดับต่ำตามเกณฑ์และไม่มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ ก็ควรให้เริ่มเปลี่ยนผ่านได้ในเดือนมิถุนายน หรือ อาจเริ่มก่อนหน้านั้นได้หากควบคุมสถานการณ์ได้ดี

