เหยี่ยวถลาลมประจำวันพุธที่ 22 เมษายน 2563 : สามัญสำนึก
น่ายินดีกับ 33 จังหวัดที่ในรอบ 14 วัน (ตั้งแต่ 5-18 เมษายน) ไม่พบผู้ป่วยโควิด-19 เลย ทั้งหมดนี้ควรได้รับ “ผล” ที่แตกต่างจากมาตรการทั่วไปแห่งรัฐ
เหตุผลก็คือ ถึงเวลานี้ที่เรียกว่า “ภัย” นั้นไม่ได้มาจาก “โควิด-19” เจ้าเดียวเสียแล้ว แต่ภัยยังมาจาก “เศรษฐกิจ” ที่ทรุดมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่รัฐบาลนี้บริหารประเทศ
จะเห็นได้จากปีที่แล้วผู้ประกอบการแห่จำนองเครื่องจักรรวมกันมูลค่าถึง 157,075 ล้านบาท
“เครื่องจักร” ถูกจำนองหมายถึง หยุดการผลิต คนไม่มีงานทำ รายได้ที่เคยมีหายไป
จำนวน “คนจน” จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
มาปีนี้ 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.) มีผู้ประกอบการนำเครื่องจักรไป “จำนอง” แล้วรวมมูลค่า 15,134 ล้านบาท ไม่มีเครื่องจักรก็ไม่มีการผลิต ไม่ต้องใช้แรงงานคน
ที่จนอยู่แล้วจะจนยิ่งๆ ขึ้นไป จนไม่มีทรัพย์สินอันใดที่จะให้ไป “จำนำ” !
ถึงกลางเดือนมีนาคมจวบจนสิ้นเดือนเมษายน ทางการมีคำสั่งปิดบ้าน ปิดเมือง ปิดกิจการ ให้หยุดค้าขาย หยุดกิจกรรมเกือบทุกชนิด ให้ทุกคนอยู่กับบ้านเพื่อความปลอดภัยจากมหาวายร้ายไวรัส “โควิด-19”
ที่จนอยู่แล้วก็ “จนยิ่งๆ ขึ้นไป” !
ถ้ายังพอมีเงินอยู่ก็จะไม่มีวันเข้าใจ “ความจน” ที่สิ้นไร้ไม้ตอกของ “คนจน” ซึ่งในที่สุดแม้แต่คำว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ก็ยังไร้ความหมาย เพราะสถานประกอบการร้านค้าถูกสั่งให้หยุดค้าขาย ไม่มีการจ้างงานไม่มีเงินซื้อหาอาหาร
ภัยที่กำลังคุกคามผู้คนส่วนใหญ่เป็นภัยเศรษฐกิจ !
มีคำถามที่ชวนให้คิดจาก นายตระการ คุณาวุฒิ รองประธานหอการค้าจังหวัดพิจิตร (อ่านในหนังสือพิมพ์มติชน รายวัน ฉบับวันอังคารที่ 21 เมษายน 2563) ว่า ที่นายกรัฐมนตรีจะมีหนังสือเชิญมหาเศรษฐีอันดับ 1-20 ของประเทศมาพูดคุยนั้น “ทีมเศรษฐกิจ” หมดความสามารถแล้วหรืออย่างไร ทีมเศรษฐกิจไปไหนกันหมด คณะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเล่า หายหน้าไปไหน ทำไมไม่มาช่วยกันคิด ทำไมไม่ออกมาช่วยกัน
นับเป็นการทวงถามที่ “คมกล้า” ตรงไปตรงมา ไม่เอาใจ ไม่สอพลอ
วิธีคิดที่เห็นมหาเศรษฐีเป็น “ฮีโร่” กับเห็น “คนจน” เป็นปัญหาที่รกรุงรัง รอแต่รับ “บริจาคทาน” นั้นไม่ใช่วิธีคิดของ “นักการเมือง” ผู้อาสามาบริหารประเทศ
แต่เป็นสำนึกของ “นาย” ที่ใช้กับบ่าวไพร่ผู้ต่ำต้อย !?!!

