โฆษก ศบค. ชี้หากไม่พบป่วย ”โควิด-19” ในต่างด้าว ไทยจะป่วยใหม่แค่ 11 ราย แต่แรงงานจะผิด กม. อย่างไรก็ต้องดูแล
เกาะติดโควิด-19 เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล “โควิด-19” ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) แถลงข่าวความคืบหน้าของสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ในวันนี้ประเทศไทยพบผู้เสียชีวิตหนึ่งรายนับเป็นรายที่ 51 เป็นผู้ป่วยชายไทยอายุ 48 ปี อาชีพรับจ้าง มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันมากถึง 4 ราย ได้แก่ 1.น้องชายทำงานในสถานบันเทิงย่านทองหล่อ 2.น้องสะใภ้ 3.พ่อ และ 4.แม่ โดยเมื่อวันที่ 1 เมษายน ผู้ป่วยรายนี้เริ่มมีอาการป่วยด้วยอาการไข้ ไอ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ จึงเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล (รพ.) แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผลตรวจปกติจึงได้ยากลับไปรักษาที่บ้าน แต่อาการป่วยไม่ดีขึ้น เมื่อวันที่ 12 เมษายน จึงเข้ารับการรักษาอีกครั้งหนึ่งด้วยอาการไข้สูง 40 องศาเซลเซียส หายใจลำบาก ไอ แพทย์จึงทำการส่งตรวจหาเชื้อโควิด-19 และผลยืนยันว่ามีการป่วยติดเชื้อ วันที่ 19 เมษายน มีอาการแย่ลงแพทย์จึงใส่ท่อช่วยหายใจ และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 เมษายน ด้วยภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ประเทศไทยพบจำนวนผู้ป่วยยืนยันใหม่ 53 ราย สะสมอยู่ที่ 2,907 ราย พบใน 4 จังหวัด ได้แก่ ยะลา 7 ราย กทม. 2 ราย ชลบุรี 1 ราย และภูเก็ต 1 ราย รวมถึงศูนย์กักขัง ตรวจคนเข้าเมือง อ.สะเดา จ.สงขลา จำนวนทั้งหมดนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 ป่วยรายใหม่จากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ จำนวน 4 ราย
1.มีประวัติสัมผัส/เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 3 ราย
1.1 สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 3 ราย
2.ผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ 1 ราย
2.1 ไปสถานที่ชุมนุม เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด สถานที่ท่องเที่ยว 1 ราย
3.อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 0 ราย
กลุ่มที่ 2 การค้นหาเชิงรุก (Ative case finding) พื้นที่ จ.ยะลา 7 ราย
กลุ่มที่ 3 ศูนย์กักขัง ตรวจคนเข้าเมือง อ.สะเดา จ.สงขลา จำนวน 42 ราย แบ่งออกเป็น ชาวเมียนมา 43 ราย เวียดนาม 3 ราย มาเลเซีย 2 ราย เยเมน 1 ราย กัมพูชา 1 ราย และอินเดีย 1 ราย ซึ่งเป็นแรงงานผิดกฎหมายทั้งหมด
“หากวันนี้ไม่รวมผู้ป่วยที่พบใน อ.สะเดา 42 ราย เราจะพบผู้ป่วยรายใหม่จากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการเพียง 11 ราย แต่พอมาบวกกันแล้วจึงได้ 53 ราย” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า มีประเด็นที่สามารถเรียนรู้ได้ 5 ข้อ ได้แก่ เรื่องที่ 1 นโยบายของผู้อำนวยการศูนย์ ศบค. ที่มีรายงานข่าวในประเทศสิงคโปร์ว่าแรงงานต่างด้าวติดเชื้อโควิด-19 จึงให้นโยบายเชิงรุกเพื่อติดตามกลุ่มเสี่ยงเป็นการเฉพาะ เรื่องที่ 2 จากการประกาศพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ลงประกาศเรื่องท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 พ.ศ.2563 ให้ 4 ประเทศ และ 2 เขตปกครองพิเศษ 1.สาธารณรัฐเกาหลี 2.สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงมาเก๊า ฮ่องกง
3.สาธารณรัฐอิตาลี และ 4.สาธารณรัฐอิหร่าน เป็นเขตติดโรคนอกราชอาณาจักร ขณะนี้ได้มีการประกาศเพิ่มฉบับที่ 2 เพิ่มอีก 5 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อินโดนีเซีย และเมียนมา โดยเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 23 เมษายนเป็นต้นไป เนื่องจากลักษณะประเทศมีขอบชายแดนที่ติดกับประเทศไทย ซึ่งประกาศโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. ซึ่งส่งผลทำให้เกิดการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกมากขึ้น
“เรื่องที่ 3 วันนี้พบยอดผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นถึง 53 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างด้าวจำนวนถึง 42 ราย ซึ่งอยู่ในศูนย์กักขังในพื้นที่ จ.สงขลา ทั้งนี้ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. ได้สั่งการไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ในพื้นที่แล้ว เพื่อให้ร่วมกับสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ในพื้นที่ เพื่อให้เข้าไปดูแลคนในกลุ่มนี้ ได้รับรายงานเบื้องต้นพบว่าผู้ป่วย ในกลุ่มแรงงานต่างด้าว 42 รายนี้มีร่างกายแข็งแรงดี อาการป่วยต่างมีไม่มาก แต่อย่างไรก็ตามจะต้องเข้ากระบวนการเอกซเรย์ปอด เพื่อค้นหาการติดเชื้อในรายบุคคลว่าเป็นอย่างไร” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เรื่องที่ 4 หลักการตามมนุษยธรรม ซึ่งประเทศไทยนับว่าเป็นรัฐหนึ่งและจะต้องดูแลประชาชนคนไทยและดูแลผู้อื่นด้วยแม้จะเป็นการเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งหากพวกเขาปลอดโรคเราก็จะปลอดภัยด้วย และเรื่องที่ 5 ขอขอบคุณประชาชนใน จ.สงขลา ที่มีความเมตตาในพื้นที่ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ และอย่างที่ทราบกันดีว่าได้มีการปิดด่านพรมแดนสะเดา เนื่องจากพบว่ามีการติดเชื้อของเจ้าหน้าที่ในด่านควบคุมโรค ดังนั้นการสวบสวนโรคจึงขยายผลออกมาและพบว่ามีการติดเชื้อเข้าไปในกลุ่มผู้ที่อยู่ศูนย์กักขังนี้ถึง 42 ราย
“อย่างไรก็ตามแต่ภาครัฐและทุกหน่วยงานเข้าไปจำกัดพื้นที่และดูแลทำให้คนต่างๆเหล่านี้ได้รับการดูแลแก้ไขจัดการเยียวยาอย่างเต็มที่” นพ.ทวีศิลป์กล่าว




