ศบค. เผย อินเดียยอดเพิ่มทะลุพันต่อวัน ยกเคสนิวยอร์ก ยังไม่วางใจเปิดภาคธุรกิจ วอนประชาชนใช้วิจารณญาณคิดว่าไทยควรทำอย่างไร
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 25 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) แถลงว่า สถานการณ์ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อสะสมรวม 2,830,082 ราย อาการหนัก 58,523 ราย หายป่วยแล้วสะสม 798,182 ราย และเสียชีวิตไปแล้วกว่า 197,246 ราย จากข้อมูลชุดนี้นี้จะเห็นว่าในรายที่มีอาการหนัก 2.1% รวมกับผู้เสียชีวิต 7.0% คิดรวมกันจะอยู่ที่ 9.1% หมายความว่า 1 ใน 10 ของคนที่ติดเชื้อมีโอกาสอาการหนักและเสียชีวิต แต่ทั้งนี้ก็อาจจะเป็นคนละกรณีกับประเทศไทยเรา ที่มีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าต่างประเทศมาก
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า สำหรับประเทศที่พบผู้ป่วยสูงสุด อันดับ 1 คือ สหรัฐอเมริกา มียอดติดเชื้อสะสม 925,038 ราย และมีผู้เสียชีวิต 52,185 ราย ตามมาด้วยสเปน มียอดติดเชื้อสะสม 219,764 ราย และมีผู้เสียชีวิต 22,524 ราย อิตาลี มียอดติดเชื้อสะสม 192,994 ราย และมีผู้เสียชีวิต 25,969 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 57 ส่วนประเทศที่พบผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 3 อันดับแรกที่เกิดขึ้นคือ สหรัฐอมเริกา เพิ่มขึ้น 44,834 ราย สเปน เพิ่มขึ้น 6,740 ราย และรัสเซีย เพิ่มขึ้น 5,849 ราย ทำให้จีนต้องสั่งปิดเมืองฮาร์บิน ที่เป็นเขตติดต่อกับรัสเซีย เพื่อสกัดการแพร่เชื้อ
สำหรับประเทศแถบเอเชีย พบว่า อินเดียติดเชื้อเพิ่ม 1,408 กว่าราย ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 344 ราย สิงคโปร์ดีขึ้นกว่าเมื่อวานนี้ คือพบติดเชื้อเพิ่มขึ้น 897 ราย เกาหลีใต้เพิ่มขึ้นเพียง 10 ราย อินโดนีเซีย 436 ราย มาเลเซียอยู่ที่ 88 ราย จากยอดรวมผู้ป่วยสะสมจากกราฟวิเคราะห์ว่า สำหรับเอเชีย อินเดียมีผู้ป่วยสะสมค่อนข้างสูง เพราะประชาชนเยอะ ตามมาด้วยญี่ปุ่น สิงคโปร์ ปากีสถาน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลลิปปินส์ มาเลเซีย และไทย
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า ประเด็นน่าสนใจในต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น นิวยอกร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการเปิดเผยว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีผลทดสอบเป็นบวกจำนวน 138,000 ราย ในนิวยอร์กนั้น เป็นเพียงปลายยอดภูเขาน้ำแข็งซึ่งโผล่มาให้เห็น เพราะในความเป็นจริงอาจจะมีจำนวนมากกว่านั้น และอาจจะมีจำนวนเป็นล้านคน เนื่องจากมีข้อจำกัดในช่วงแรกของการตรวจวินิจฉัยในช่วงที่เริ่มการแพร่ระบาด นายกเทศมนตรีของมหานครนิวยอร์ก ออกมายอมรับว่า การกลับมาเปิดดำเนินธุรกิจต่างๆ ตามปกติอาจจะเร็วเกินไป อย่างไรก็ตามแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งจำนวนคนตกงานเพิ่มขึ้น ก็ทำให้หลายมลรัฐ เริ่มมองหาโอกาสเปิดระบบเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง ส่วนอินโดนีเซีย ได้ระงับการเดินทางในประเทศชั่วคราวทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ โดยมีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของเดือนรอมฎอน
“ผมอยากเรียนว่า ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่ต้องเผชิญเรื่องต่างๆ เหล่านี้ โดยแต่ละประเทศก็มีปฏิกิริยา หรือมาตรการหรือวิธีการรับมือโรคนี้แตกต่างกันไป สิ่งที่ผมนำมาเรียนตรงนี้ก็เพื่อให้เห็นภาพว่า เราควรจะได้ศึกษาจากประเทศต่างๆ ในทางที่เขาเดินมา จะดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง ฝากท่านดู ฟัง คิด และใช้วิจารณญาณดูว่า แล้วของเราจะเป็นอย่างไร” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

