เมื่อวันที่ 27 เมษายน มีรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ระบุว่า ฉวยโอกาส ประเทศกำลังอยู่ในวิกฤต จับตาการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่ 30 เมษายนนี้ ว่านายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะรับลูกเลื่อนการแบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสออกไป หรือไม่
“ในขณะที่โลกกำลังต่อต้านสารพิษที่มีฤทธิ์เฉียบพลันสูงและก่อโรคพาร์กินสันอย่างพาราควอต และสารพิษที่มีผลกระทบทำลายสมองเด็กโดยถาวรอย่างคลอร์ไพริฟอส
ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตจากไวรัสระบาดซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ
ในขณะที่คนจำนวนมาก เห็นว่าหลังวิกฤตโควิด-19 ประเทศต้องทบทวนการผลิตพืชอุตสาหกรรมเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมีร้ายแรง มาเป็นเกษตรกรรมผสมผสาน ลดการใช้สารเคมี และลดต้นทุนการผลิต ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารมากยิ่งขึ้น
แต่กลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทสารพิษ และนักการเมืองกลุ่มหนึ่งกำลังสมคบคิดกันยืดเวลาการแบนสารพิษร้ายแรงออกไป ซ้ำเติมปัญหาสุขภาพของประชาชนให้เลวร้ายลงไปอีก หรือไม่ ? ”
มีรายงานว่า เพจเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) โพสต์ข้อความระบุว่า ในขณะทั่วโลกทยอยแบนพาราควอตแล้ว 59 ประเทศ และอียูประกาศแบนคลอร์ไพริฟอสอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นมา แต่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกลับกลืนน้ำลายตนเองที่แถลงสนับสนุนการแบน 3 สารพิษเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เสนอให้เลื่อนการแบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสออกไปเป็นสิ้นปี 2563 แทน
ทั้งนี้ จดหมายของนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งทำหนังสือลงวันที่ 20 เมษายน 2563 ถึงนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อ้างเหตุผลว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกับภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจของประเทศ และความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากสารดังกล่าวใช้ในการเพาะปลูกพืชที่เป็นวัตถุดิบ สำหรับการแปรรูปทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ อาทิ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี และแป้งข้าวสาลี กาแฟ โกโก้” และ “หากไม่ได้รับการพิจารณาขยายระยะเวลาการบังคับใช้ อาจส่งผลกระทบต่อการนำสินค้าขาเข้าจากต่างประเทศ ที่ต้องมีค่ากำหนดสารตกค้างจากสารเคมีดังกล่าวเป็นศูนย์ จนทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต และเกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศ และเพื่อการส่งออก อันจะยิ่งซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจไทยและมีผลต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในช่วงวิกฤตนี้”
การอ้างน้ำขุ่นๆ ดังกล่าวขัดแย้งกับจดหมายของนายกลินท์ ที่ยืนยันให้มีการแบนทั้งพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นนายกลินท์ เพียงแต่ขอให้รัฐบาลผ่อนปรนในการอนุญาตให้มีการนำเข้าวัตถุดิบ โดยอนุญาตให้มีไกลโฟเซตตกค้างตามมาตรฐานของ CODEX เท่านั้น
ข้ออ้างเรื่องการแบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสแล้ว จะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าวัตถุดิบของนายกลินท์ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกแบนพาราควอตมากว่าทศวรรษ และอียูประกาศแบนคลอร์ไพริฟอสตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยไม่มีประเทศใดอ้างปัญหาการตกค้างจนส่งผลกระทบต่อการผลิต/อุตสาหกรรมใดๆ เลย แม้กระทั่งจดหมายของสหรัฐเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่ส่งมายังนายสุริยะ คัดค้านการแบนไกลโฟเซต แต่ก็ไม่ได้คัดค้านการแบนและอ้างการตกค้างของพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสแต่ประการใด
น่าติดตามว่านายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีบทบาทอย่างไร หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้แสดงบทบาทหัวหอกรับลูกข้อเสนอของสหรัฐอเมริกา และบริษัทค้าสารพิษ ดำเนินการให้มีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย กลับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยกเลิกการแบนไกลโฟเซต และเลื่อนการแบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเดิมกำหนดให้มีผลในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 เป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2563 แทน
อนึ่ง มีความเป็นไปได้ว่าในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 30 เมษายนนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายอาจพิจารณากดดันให้กรมวิชาการเกษตร ที่มีนางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็นผู้กำกับดูแล ผลักดันให้มีการตั้งอนุกรรมการ เพื่อเปิดทางอนุญาตให้มีการนำเข้าสารพิษทั้ง 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เข้ามาในประเทศอีกครั้ง หลังจากนางมนัญญาได้มีคำสั่งยกเลิกการนำเข้ามาตั้งแต่กลางปี 2562 ที่ผ่านมา
ในขณะที่โลกกำลังต่อต้านสารพิษที่มีฤทธิ์เฉียบพลันสูง และก่อโรคพาร์กินสันอย่างพาราควอต และสารพิษที่มีผลกระทบทำลายสมองเด็กโดยถาวรอย่างคลอร์ไพริฟอส

