สธ. เตือน! โรคไอกรน อันตราย ถึงขั้นไม่สามารถหายใจเองได้ เฝ้าระวัง ในเด็กเล็กเป็นพิเศษ

2.05.20 | 16:10 น.

 สธ. เตือน! โรคไอกรน อันตราย ถึงขั้นไม่สามารถหายใจเองได้ เฝ้าระวัง ในเด็กเล็กเป็นพิเศษ

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพรายสัปดาห์ ฉบับที่ 260 ประจำสัปดาห์ที่ 18 ตั้งแต่วันที่ 3-9 พฤษภาคม

นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า โรคไอกรน เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางไอ จาม โดยในช่วงแรกจะคล้ายอาการโรคไข้หวัดทั่วไป คือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล อ่อนเพลีย ต่อจากนั้นจะไอรุนแรงมากขึ้นในสัปดาห์ที่ 2-4 ไอติดต่อกัน 5-10 ครั้งแล้วหยุดไป แล้วจะเริ่มไอใหม่เป็นเช่นนี้ซ้ำๆ เมื่ออาการไอสิ้นสุดแล้วจะหายใจเข้าอย่างรวดเร็วทำให้เกิดเสียงดัง “วู๊ป” ไอรุนแรงจนอาเจียน และมีเสมหะปน บางรายถึงขั้นไม่สามารถหายใจเองได้ กรมควบคุมโรค ขอแนะนำว่า หากมีอาการไอติดต่อกันเกิน 10 วัน หรือไอเป็นชุด ให้แยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ แล้วรีบพบแพทย์ ผู้ที่มีอาการไอ จาม ไม่ควรคลุกคลีกับเด็กแรกเกิด หรือไม่ควรพาเด็กเล็กไปในสถานที่ชุมชนหรือแออัด

นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคสถานการณ์โรคไอกรนในประเทศไทย ตั้งแต่ 1 มกราคม -21 เมษายน มีผู้ป่วยโรคไอกรนแล้ว 31 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุแรกเกิด-4 ปี ร้อยละ 48.39 รองลงมาคืออายุ 45-54 ปี และ 35-44 ปี ตามลำดับ จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรกคือ ตาก อุบลราชธานี บึงกาฬ พะเยา และนราธิวาส โดยรายล่าสุดเป็นเด็กหญิง อายุ 8 เดือน จ.ยะลา ซึ่งได้รับวัคซีนไม่ครบ ในช่วงปี พ.ศ.2457-2562 มีรายงานผู้ป่วย 16-174 ราย เสียชีวิตปีละ 0-3 ราย ซึ่งจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 โดยเฉพาะในปี 2561 พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 174 ราย โดยพบในกลุ่มอายุ 1-3 เดือนมากที่สุด ในหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งปีนี้มักพบในกลุ่มเด็ก ซึ่งไอกรนเป็นโรคติดต่อที่มักพบในเด็กแรกเกิด

“การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าในช่วงนี้จะพบผู้ป่วยโรคไอกรนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก เนื่องจากข้อมูลการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็กส่วนใหญ่มีประวัติติดเชื้อจากสมาชิกในครอบครัว และผู้ป่วยอายุยังไม่ถึงกำหนดให้วัคซีน ประกอบกับช่วงนี้มีสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อาจทำให้การเดินทางไปรับวัคซีนตามกำหนดในแต่ละครั้งเป็นไปได้ยากขึ้น หากพบเด็กแรกเกิดมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ไอเป็นชุดๆ ไอมาก หายใจไม่ทัน หรือไอแล้วมีเสียงวู๊ป ให้รีบพาไปแพทย์ทันที ทั้งนี้ ขอให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานไปรับวัคซีนป้องกันโรคไอกรนตามช่วงอายุที่กำหนด คือ อายุ 2,4,6 เดือน และฉีดกระตุ้นเมื่ออายุ 1 ปี 6 เดือน และ 4 ปี สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

Advertisement

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย