บุกทลายอาคารพาณิชย์ บ.บริษัท ไทย ลัคกี้ เทรด ย่านวุฒากาศแก๊งคนจีน-ไทยกว่า 70 คน เปิดบริษัทปล่อยเงินกู้ เงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านต่อเดือน
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 7 พฤษภาคม พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รองผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล ผกก.4 บก.สส.สตม, นำกำลังชุดสืบสวนสตม. เข้าตรวจค้นบริษัท ไทย ลัคกี้ เทรด จำกัด เลขที่ 50/16 ถ. วุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง หลังสืบทราบว่าอาคารดังกล่าวลักลอบเปิดบริษัทปล่อยเงินกู้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง4 ชั้น ตั้งอยู่บริเวณริมถนนปากซอยวุฒากาศ 36/2 เจ้าหน้าที่ได้กระจายนำกำลังเข้าตรวจค้น โดยบริเวณชั้นล่างพบว่าเป็นอาคารสำนักงาน เป็นที่เก็บอุปกรณ์สำนักงาน และโซนทานข้าวบริเวณชั้น2 พบว่าถูกดัดแปลงเป็นสำนักงานเปิดเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น แผนกฝ่ายบุคคล แผนกทะเบียน ลูกค้า แผนกการเงิน และชั้น 3 เป็นแผนกติดตามทวงหนี้ลักษณะคล้ายคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทันทีที่พนักงานทั้งหมดเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามาก็ต่างตกใจ พยายามจะวิ่งหนี แต่ถูกคุมตัวไว้ได้
พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากกองบังคับการสืบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวการปล่อยเงินกู้เกินกฎหมายกำหนด ซึ่งต่อมาทางชุดสืบสวนได้ทำการสืบทราบเบาะแส จนทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาชาวจีนได้ร่วมกันเปิดบริษัทดังกล่าวขึ้น จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบ จากการตรวจค้นยึดขอกลางเป็นคอมพิวเตอร์จำนวน 82 เครื่อง โทรศัพท์มือถือกว่า 100 เครื่อง สมุดบัญชี และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด นอกจากนี้ยังจับกุมผู้ต้องหา 6 ราย คือ1.นายหลัว เหมิง เหมิง อายุ 27 ปี ซึ่งทำหน้าที่ดูแลระบบ และบัญชีเงินเข้า – ออก 2.นายลี เค่อหยู อายุ 41 ปี ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าสั่งการ 3.นายเชี่ย กัวจุน อายุ 39 ปี ทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนบริษัท และดูแลการจัดการทั่วไป 4.นายเจิง ยาช่วย อายุ 25 ปี ทำหน้าที่ดูแลระบบคอลเซ็นเตอร์และการอนุมัติสินเชื่อ 5.นายเจิง เฟย อายุ 30 ปี ทำหน้าที่ฝ่ายเร่งรัดหนี้สิน และ6.นายหยุย เชี่ย อายุ 26 ปี ทั้งหมดสัญชาติจีน รวมทั้งพนักงานชาวไทยกว่า 73 คน โดยพนักงานจะได้เงินเดือน 15,000 บาท
สำหรับพฤติการณ์นั้นจะประกอบธุรกิจปล่อยเงินกู้สินชื่อรายย่อยให้เงินกู้ขั้นต่ำตั้งแต่ 2,000-5,000 บาท ผ่านรูปแบบของการทำธุรกรรมการเงินผ่านแอพพลิเคชั่น ชื่อ cash home โดยวิธีการฝ่ายขายจะทำการติดต่อพูดคุยกับลูกค้าผ่านช่องทาง โทรศัพท์ เพื่อชักชวนให้ลูกค้าเข้ามาทำการกู้ยืมเงินกับบริษัท และสอบถามว่าหากกู้เงินไปแล้วจะนำเงินจากที่ใดมาผ่อน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ระบุว่าหากได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลเดือนละ 5,000 จะนำมาผ่อนชำระ ซึ่งหากลูกค้าตกลงที่จะกู้แล้ว จะทำการส่งลิงค์ โหลดแอพพลิเคชั่น cash home ไปให้ จากนั้นฝ่ายขายจะส่งเรื่องไปยังฝ่ายตรวจสอบ โดยทางบริษัทจะทำการวิดีโอคอลหาลูกค้าเพื่อยืนยันตัวตน ด้วยสำเนาบัตรประชาชนและยืนยันกับบุคคลอ้างอิงอีก 3 ราย ซึ่งหากผ่านหลักเกณฑ์ บริษัทจะโอนเงินให้กับผู้กู้ทันที
โดยในการปล่อยเงินกู้นั้น ผู้กู้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้า สมัครเป็นจำนวนร้อยละ42 ของอัตราเงินกู้ ในส่วนของดอกเบี้ยจะมีการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 0.05 ถึงร้อยละ 1 ต่อวัน สำหรับระยะการกู้ยืมเงินนั้น จะต้องมีการจ่ายเงินต้นและ ดอกเบี้ยคืนภายในระยะเวลา 7 วัน ถ้าหากไม่คืนจะต้องมีการเสียค่าปรับร้อยละ 5 ต่อวัน อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่าที่ตั้งบริษัทดังกล่าวเดิมทีเป็นสถาบันการเงินที่ถูกปิดตัวลง ก่อนที่บริษัทดังกล่าว ซึ่งมีนายทุนชาวจีน จะมาขอเช่าตึกเปิดบริษัทจำหน่ายนาฬิกาและอุปกรณ์การถ่ายภาพบังหน้า แต่ความเป็นจริงเปิดให้กู้ยืมเงินมานานกว่า 3 เดือน มีกลุ่มลูกค้ากว่า 2 หมื่นราย เงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทต่อเดือน
เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลังเป็นตามการค้าปกติ โดยไม่ใด้รับอนุญาต และเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้” และทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


