แกนนำ กปปส.ตรังชี้การลงประชามติจังหวัดตรัง จากการประเมินมีผู้ไปใช้สิทธิแค่ร้อยละ 20-30 เท่านั้น เป็นความล้มเหลวของระบบราชการ และ กกต.ตรัง และเห็นว่าโค้งสุดท้ายการลงประชามติ นายกรัฐมนตรีควรจะทุ่มสุดตัว เพื่อให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด
วันที่ 20 กรกฎาคม นายศักดิ์สฤษดิ์ ศรีประศาสตร์ อดีตแกนนำ กปปส.ตรัง กล่าวว่า ถึงวันนี้ถือว่าเป็นโค้งสุดท้ายของการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่ายังมีประชาชนจำนวนมาก ที่ยังไม่ทราบ รวมทั้งยังไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมต้องไปลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเห็นเห็นว่าในส่วนของจังหวัดตรัง กกต.ยังไม่สามารถสร้างความเข้าใจกับประชาชนได้ มีการใช้ข้าราชการเป็นหลักในการประชาสัมพันธ์รณรงค์ลงประชามติ โดยข้าราชการเองก็ทำไปตามหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้ทำหน้าที่แบบเชิงรุก ให้ผู้มาใช้สิทธิมากที่สุด
ทั้งนี้ ข้อมูลการลงประชามติ หากมีผู้มาใช้สิทธิน้อย ก็จะเกิดปัญหาตามมา คือ ทำให้ประชาคมโลก มองว่าคนไทยไม่ตื่นตัวในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และอีกฝ่ายหนึ่งที่ต่อต้านรัฐบาลมองว่า รัฐบาล คสช.ทำงานล้มเหลว จะเป็นเครื่องมือในการไม่เห็นด้วยกับการลงประชามติได้ ถึงวันนี้เหลืออีกไม่กี่วัน อยากให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะ กกต.ตรัง จะต้องทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น เพราะหากมีผู้มาใช้สิทธิน้อย เชื่อว่าจะไม่เป็นผลดีกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยและการเมืองไทยอย่างแน่นอน
นอกจากนั้นนายศักดิ์สฤษดิ์ยังได้กล่าวว่า หากการลงประชามติไม่ผ่าน ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อดีมากมาย โดยเฉพาะที่จังหวัดตรัง หากส่วนราชการ กกต.ทำงานกันแค่นี้ มีผู้มาลงประชามติ 20-30 เปอเซ็นต์ ก็ถือว่ามากแล้ว โดยเฉพาะทุกวันนี้ ประชาชนต้องอยู่กับปากท้องกันมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ กกต.จะต้องทำงานเชิงรุกมากกว่าทุกวันนี้ เพราะหากผลการลงประชามติน้อย เชื่อว่าจะต้องถูกตำหนิจากประชาคมโลกอย่างแน่นอน ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันให้มากสุด
แต่ส่วนตัวที่มีความรู้เกี่ยวกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่มาจากการให้ความรู้จากส่วนราชการ หรือจาก กกต. แต่มีความรู้เพราะตนเองสนใจเรื่องการเมือง เมื่อประชาชนไม่เข้าใจในเรื่องประชามติและร่างรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้มีผู้มาใช้สิทธิน้อย และหากมีผู้มาใช้สิทธิมาก แต่การลงประชามติไม่ผ่าน ก็ถือว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ และจะทำอย่างไรให้คนที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ที่เห็นว่าเรื่องการเมืองเป็นเรื่องรอง หันมาสนใจเรื่องการลงประชามติ ซึ่งรัฐบาลจะต้องให้ความหวังกับประชาชนด้วย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของจังหวัดตรัง แม้ว่าถูกตั้งให้เป็นเมืองหลวงทางการเมือง แต่ปรากฏว่าประชาชนในรอบนอก หรือประชาชนส่วนใหญ่ ยังไม่ทราบถึงวันลงประชามติ ยังไม่ทราบว่าลงประชามติทำไม ไม่มีการตื่นตัวเหมือนกับเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. เพราะมีนักการเมืองพบกับประชาชนอย่างใกล้ชิด

