ภาพสะท้อนระบบหลักประกันสุขภาพ ช่องโหว่ระหว่างความเข้าใจและการบริหาร

20.07.16 | 15:08 น.

สิทธิการได้รับบริการด้านสาธารณสุขของไทยถูกยกระดับมากขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายระบบช่วยพยุงคุณภาพชีวิตประชาชนชาวไทยในขณะที่เส้นทางการเดินทางเพื่อผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าผ่านเรื่องราวและอุปสรรคมากมาย แน่นอนว่ากลไกที่มีบทบาทในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและถูกจับตาเป็นพิเศษย่อมเป็นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคที่ช่วยให้ประชาชนไทยไม่กว่า 48 ล้านคนเข้าถึงการรักษา

ความเป็นจริงอย่างหนึ่งที่ทุกคนยอมรับแต่อาจมองเห็นภาพไม่ชัดเจนนักคือ การมีอยู่ของแทบทุกระบบอยู่ได้ด้วยการยึดโยงกับอีกหลายระบบในมิติที่แตกต่างกันออกไป ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็เช่นเดียวกัน

ภาพของสถานะการเชื่อมต่อเกื้อหนุนกันระหว่างระบบต่างๆสะท้อนผ่านปรากฏการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลง ระบบบริหารจัดการ และความคิดเห็นที่แตกต่างกันจากกลุ่มคนหลายกลุ่มเป็นเรื่องที่ยากหลีกเลี่ยง

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นระบบที่อยู่ท่ามกลางกระแสปรากฏการณ์เหล่านี้ ความคิดเห็นจากบุคคลชนชั้นบริหารระดับประเทศมองภาพระบบหลักประกันสุขภาพในแบบหนึ่ง ภาพในความคิดถูกสะท้อนออกมาผ่านการดำเนินการของภาครัฐซึ่งมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนระบบของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอีกครั้ง

บริบทที่ถูกพูดถึงมากคือแนวโน้มการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งทำให้โรงพยาบาลขนาดย่อมในพื้นที่ชานเมืองกังวลว่าหากดึงงบประมาณส่วนเงินเดือนของบุคลากรออกไปเพื่อแยกส่วนงบประมาณ แนวทางนี้จะทำให้วังวนของปัญหาหน้าตาแบบเดิมกลับมา

Advertisement

ปัญหาที่ผู้บริหารหน่วยการแพทย์กลุ่มนี้กังวลคือแพทย์หรือเจ้าหน้าที่จะกระจุกตัวอยู่ในเมือง ขณะที่แนวทางเดิมที่งบประมาณถูกพ่วงเงินเดือนมา ถูกมองว่าเป็นผลดีต่อหน่วยบริการที่ต้องขยายอัตรากำลังเพิ่ม เนื่องจากเป็นการกระจายงบให้เหมาะสมตามพื้นที่ พื้นที่ที่ต้องดูแลประชากรจำนวนมากและต้องใช้บุคลากรเยอะจะมีงบประมาณให้โรงพยาบาลได้นำไปใช้พัฒนาตัวเองรองรับการบริการกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย

การปะทะกันระหว่างมุมมองความคิดเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารจัดการคือประเด็นสำคัญที่สะท้อนปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบหลักประกันสุขภาพไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร, หน่วยบริการต่างๆ, ท้องถิ่น และประชาชนซึ่งจะเป็นผู้รับบริการ กำลังถูกดูดเข้าไปในวังวนของความขัดแย้งระหว่างแนวคิดด้านการบริหารกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ความเป็นจริงคือระบบการจัดการบริการทางการแพทย์มีสิ่งที่ต้องปรับปรุงและพัฒนาหลายอย่าง ขณะที่แนวคิดการบริหารจัดการในหลายระดับยังไม่สอดรับกับสถานการณ์แถมมีความเข้าใจและมองภาพคลาดเคลื่อน เสียงสะท้อนจากประชาชนที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าน่าจะสะท้อนสิ่งที่ระบบจำเป็นต้องนำไปปรับปรุงอีกมากมายโดยเฉพาะแง่การบริหารจัดการภายในซึ่งมีรายละเอียดและองค์ประกอบหลายด้าน

การบริหารและคาดคะเนจำนวนผู้ป่วยในแต่ละโรงพยาบาลล่วงหน้า เพดานการรองรับผู้ป่วยในแต่ละโรงพยาบาล ไปจนถึงการบริหารบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่การจัดบุคลากรเพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยไปจนถึงการใช้ยาที่มีคุณภาพและครอบคลุม แต่ด้วยสภาพฟันเฟืองที่ไม่ลงล็อกนี้เมื่อระบบบริหารจัดการและแนวคิดไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น คำถามที่ยากจะตอบได้คือ “เป็นไปได้หรือไม่ที่ ‘ระบบหลักประกันสุขภาพ’ จะอุดรอยโหว่เพื่อพัฒนาระบบไปสู่เป้าหมาย ตอบสนองด้านสุขภาพของประชาชนอย่างครอบคลุม?”

สิ่งที่น่าสนใจคือหนึ่งในชิ้นส่วนที่พอจะประกอบเป็นคำตอบของโจทย์ใหญ่นี้และเป็นสิ่งที่น่ารับฟังคือการหันหน้ามาพูดคุยกันโดยยกเป้าหมายและประโยชน์เพื่อรับใช้ประชาชนเป็นที่ตั้ง ยกตัวอย่างปัญหาในกลไกหนึ่งของระบบหลักประกันสุขภาพอย่างการจัดซื้อยาซึ่งมักถูกหยิบยกมาเป็นข้อถกเถียงอยู่บ่อยครั้ง

ระบบหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 ระบบยังใช้รูปแบบที่แตกต่างกันอยู่บ้าง ที่ผ่านมามีผู้เสนอแนวคิดจัดระบบทั้ง 3 มาทำในรูปแบบเดียวกันด้วยการจัดซื้อยารวม ไม่ว่าจะเคลื่อนวิธีการแบบไหน เพื่อแก้ปัญหาการจัดซื้อยากลุ่มที่ต้องการันตียอดการสั่งซื้อหรือกลุ่มยาแพง การพูดคุยหารือกันเพื่อหารูปแบบการจัดซื้อที่ปลอดภัย ต่อรองราคายาอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมจ่ายงบไปและได้ยากลับมาตามความต้องการ น่าจะเป็นเป้าหมายที่ควรตอบสนองผ่านการร่วมมือกันในแต่ละระบบ

ในแง่การบริหารจัดการยังมีอีกมุมที่สะท้อนแนวทางบางอย่างซึ่งอาจเป็นทั้งแนวทางที่จับต้องได้และเป็นแนวทางเชิงสัญลักษณ์บางแง่มุมจากหน่วยบริการสาธารณสุขจำนวนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จเมื่อถ่ายโอนมาอยู่ใต้การบริหารงานของท้องถิ่นซึ่งเข้าใจบริบทและความต้องการของประชาชนพร้อมร่วมงานกับหน่วยงานต่างๆ

แม้ว่าองคาพยพบางส่วนของหน่วยสาธารณสุขกลุ่มนี้จะยังคาบเกี่ยวกับระบบใหญ่แต่เสียงจากหน่วยบริการหรือโรงพยาบาลที่ออกจากระบบและประสบความสำเร็จมักสะท้อนว่า โจทย์การอยู่ด้วยลำแข้งตัวเองเป็นโจทย์ที่ยาก แต่สิ่งที่ยากกว่าการอยู่ด้วยตัวเองคือการอยู่กับระบบที่ไม่สามารถตอบสนองบริบทหรือเป้าหมายตามความเป็นจริงซึ่งแต่ละหน่วยต้องเผชิญ

หน่วยงานสาธารณสุขที่ต้องตอบสนองความต้องการทางการแพทย์ของประชาชนตามความเป็นจริงมีข้อติดขัดด้านการสนับสนุนด้านงบประมาณและกฎระเบียบบางอย่าง ข้อติดขัดที่ไม่สะท้อนภาพความเป็นจริงเหล่านี้เองทำให้อวัยวะหลายส่วนของหน่วยงานสาธารณสุขไม่สามารถเคลื่อนไหวไปคว้าเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

เมื่อหน่วยงานบางแห่งตัดสินใจถ่ายโอนไปสู่ระบบบริหารงานอีกรูปแบบ กลับสามารถประสานงานกับภาคส่วนต่างๆรวมถึงสภาพแวดล้อมอื่นๆได้อิสระมากขึ้น ปรากฏการณ์ “บ้านแพ้วโมเดล” หรือ สถานีอนามัยที่ได้รับการยอมรับจนพัฒนาเป็น “ศูนย์การแพทย์และฟื้นฟูบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี”อาจเป็นบทเรียนที่ไม่ง่ายนักแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นแนวทางที่ยากเกินจะนำไปศึกษาเพื่อเรียนรู้สำหรับประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ

ภาพสะท้อนจากการสัมผัสบรรยากาศภายในกลไกที่เกี่ยวข้องเหล่านี้บ่งบอกสัญญาณสำคัญในด้านการบริหารจัดการระบบที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันสุขภาพ การบริหารจัดการระบบด้านสาธารณสุขหรือแม้แต่ระบบอื่นๆไม่สามารถทำแบบแยกส่วนได้ การบริหารต้องอาศัยการประสานงานระหว่างส่วนต่างๆเข้าด้วยกันซึ่งดูเหมือนว่าปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นมาข้อติดขัดเรื่องแนวทางการบริหารงานร่วมจนทำให้การขับเคลื่อนนโยบายตอบสนองภาคประชาชนมีปัญหาในภาคปฏิบัติ

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าดูแลสุขภาพของประชาชนหลักสิบล้านคน เป็นระบบระดับประเทศถึงจะพบปัญหาระหว่างเส้นทางแต่ถ้าสามารถหันหน้าเข้าแก้ไขร่วมกันได้โดยยกประโยชน์ของประชาชนทุกกลุ่มเป็นหลักเชื่อว่าน่าจะเป็นผลดีต่อประชาชนและอนาคตของประเทศ