“เมียผู้เสียชีวิตสลายการชุมนุมปี53”ลุ้น ศาลอุทธรณ์สั่งคดีฟ้อง2นายทหารสั่งยิง “พัน คำกอง”เสียชีวิต หลังศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความของนางหนูชิต คำกอง ภรรยาของนายพัน คำกอง (ผู้เสียชีวิต) อาชีพขับรถแท็กซี่ ชาวจังหวัดยโสธร ซึ่งเสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีที่ยื่นฟ้อง พ.อ.วรการ ฮุ่นตระกูล และ พ.ท.เสริมศักดิ์ คำละมูล เจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติหน้าที่ภายใต้บังคับบัญชาและขั้นตอนคำสั่งปฏิบัติของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 83, 84
นายโชคชัยกล่าวว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 13 กันยายน 2562 เเละศาลอาญามีคำสั่งวันเดียวกันว่า ไม่รับฟ้องโจทก์โดยให้เหตุผลว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นนายทหารประจำการร่วมกันกระทำความผิดกับพลเรือนซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดซึ่งคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสองซึ่งอ้างว่าเป็นพลเรือนนั้นเป็นบุคคลใดดังนั้นคดีของโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลนี้ที่จะรับไว้พิจารณาจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง
โดยตนได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 โดยคำร้องอุทธรณ์มีเนื้อหา ว่าโจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งที่ไม่รับคำฟ้องโจทก์ดังกล่าว
เนื่องจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ได้มีการบรรยายไว้ชัดเจนแล้วว่า ในการปฏิบัติตามคำสั่งของ ศอฉ. ได้มีการสั่งให้ใช้กำลังตำรวจและพลเรือนเข้าร่วมปฏิบัติการดำเนินการปิดล้อม และสกัดกั้นผู้ชุมนุม จนเป็นเหตุให้ นายสมร ไหมทอง ได้รับบาดเจ็บสาหัส และ นายพัน คำกอง สามีของโจทก์เสียชีวิต
นอกจากนี้ ยังได้บรรยายฟ้องไว้อีกว่าจำเลยที่ 1และ2และพลเรือนซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดได้ใช้จ้างวานหรือร่วมกันกระทำความผิดในขณะปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการใช้เส้นทางคมนาคมบริเวณถนนราชปรารภ ตั้งแต่ถนนราชปรารภตั้งแต่สี่แยกประตูน้ำถึงสี่แยกมักกะสันโดยจำเลยที่ 1 เเละ2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาที่วางกำลังอยู่บริเวณดังกล่าว และ มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของทหารที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาต้องยึดถือแนวทางและขั้นตอนตามคำสั่งปฏิบัติการที่ 1/53-ศอฉ. อย่างเคร่งครัด
ทั้ง ๆ ที่ การใช้อาวุธให้กระทำต่อเป้าหมายที่มุ่งประทุษร้ายต่อชีวิตเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์เท่านั้น และการยิงจะต้องกระทำที่จำเป็น สมควรแก่เหตุ ไม่มุ่งประสงค์ต่อชีวิตของเป้าหมาย แต่กลับมีการควบคุมสั่งการหรือปล่อยให้ทหารซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาใช้อาวุธปืนเล็กกลที่ใช้ในราชการสงครามระดมยิงใส่รถยนต์ตู้คันทะเบียน ฮค 8561 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายสมร ไหมทอง เป็น ผู้ขับขี่มาตามถนนราชปรารภมุ่งหน้าแยกมักกะสันด้วยเจตนาฆ่า โดยประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลว่าการกระทำดังกล่าว นายสมร ไหมทอง หรือผู้อื่น ซึ่งอยู่บริเวณนั้น สามารถถูกลูกกระสุนปืนเล็กกลในราชการสงครามซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงถึงแก่ความตายได้
และปรากฎว่าการกระทำดังกล่าว เป็นเหตุให้ นายสมร ไหมทอง ถูกกระสุนปืนที่ระดมยิงใส่รถยนต์ตู้ ที่บริเวณลำตัว ได้รับบาดเจ็บสาหัส และทำให้นายพัน คำกอง สามีของโจทก์ขณะยืนอยู่หน้าสำนักงานขายคอนโดมิเนียม ชื่อไอดีโอคอนโด ถนนราชปรารภ ถูกกระสุนปืนเล็กกลจากการระดมยิงใส่รถยนต์ตู้ดังกล่าวที่บริเวณหน้าอก ใต้ราวนมแฉลบไปถูกต้นแขนซ้ายและเส้นเลือดแดงใหญ่ฉีกขาดเสียเลือดมากเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2493มาตรา 14(1)ได้บัญญัติว่า “คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารคือ คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันและมาตรา 15 ได้บัญญัติว่า “คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารให้ดำเนินคดีในศาลพลเรือน” และ มีกรณีที่ยังไม่ปรากฏว่าบุคคลที่ร่วมกระทำความผิดกับทหารนั้นเป็นใครให้อยู่ในอำนาจของศาลพลเรือนตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1105/2513 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 191/2532 ดังนั้น เหตุคดีนี้เป็นกรณีที่ทหารร่วมกระทำความผิดกับพลเรือนและยังไม่ทราบว่าพลเรือนนั้นเป็นใครคดี จึงอยู่ในอำนาจของศาลพลเรือน
และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 22 บัญญัติว่า “เมื่อความผิดเกิดขึ้นอ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลใดให้ชำระคดีที่ศาลนั้น …. ” โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลอาญา ซึ่งเป็นศาลพลเรือนที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายดังข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
ด้วย ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายข้างต้นขอศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาแก้คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์และมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องต่อไป
คดีนี้เดิมศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าในวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมาเเต่เนื่องจากช่วงโรคระบาดโควิด-19 จึงทำให้การนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เลื่อนออกไปจนกว่าจะได้รับหมายเเจ้งจากศาลอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2553 เวลาประมาณเที่ยงคืนห้านาที (0.05 น.) จำเลยทั้งสอง ควบคุมการใช้เส้นทางคมนาคมบริเวณ ถ.ราชปรารถ ตั้งแต่สี่แยกประตูน้ำ ถึงสี่แยกมักกะสัน จำเลยที่ 1-2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา ได้ควบคุม สั่งการหรือปล่อยให้ทหารซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาใช้อาวุธปืนเล็กกล ที่ใช้ในราชการสงครามระดมยิงใส่รถยนต์ (รถตู้) หมายเลขทะเบียน ฮค 8651 กทม. ซึ่งมีนายสมร ไหมทอง เป็นผู้ขับมาตาม ถ.ราชปรารภ มุ่งหน้าแยกมักกะสัน ด้วยเจตนาฆ่าโดยประสงค์ต่อผล เป็นเหตุให้นายสมรได้รับบาดเจ็บสาหัส และทำให้นายพัน คำกอง อายุ 43 ปี สามีของโจทก์ ซึ่งขณะยืนอยู่หน้าสำนักงานขายคอนโดมิเนียม บริเวณราชปรารภ ถูกกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 หรือ 5.56 มม. เสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุเกิดที่แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กทม.

