หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับความท้าทายที่รอการสานต่อ โดย นพ.วินัย สวัสดิวร

22.07.16 | 17:59 น.
แฟ้มภาพ

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมผลักดัน “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ตั้งแต่เริ่มต้น และยังได้บริหารสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในตำแหน่งเลขาธิการ สปสช. ต่อเนื่อง 2 วาระ หรือ 8 ปี ยอมรับว่าในช่วงการทำหน้าที่นี้ แม้ว่าจะได้สนับสนุนการดำเนินงานบอร์ด สปสช.จนพัฒนาระบบและสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมการดูแลประชาชนทั้งประเทศอย่างทั่วถึงในระดับหนึ่ง แต่เป้าหมายที่ตั้งไว้แรกเริ่มที่เป็นหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ายังไม่สามารถทำให้บรรลุได้อย่างที่ตั้งใจ

เป้าหมายที่วางไว้ภายใต้บทบาทเลขาธิการ สปสช.และได้พยายามผลักดันมาตลอด คือ

1.ต้องทำระบบเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการ

2.บริการที่ได้รับต้องมีคุณภาพและมาตรฐาน

และ 3.ไม่อยากเห็นคนไทยยากจนและเป็นหนี้สินจากการรักษา ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันและการทำให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย นั่นหมายถึงประชาชนต้องเข้าถึงบริการบนความเชื่อมั่นต่อคุณภาพและมาตรฐานการรักษาในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

Advertisement

อุปสรรคสำคัญเกิดจากความไม่เพียงพอของการบริการ โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่ต้องอาศัยหน่วยบริการรัฐที่มีอยู่อย่างจำกัดเป็นหลัก ขณะที่การขยายการบริการให้เพียงพอรวมถึงการรักษาโรคซับซ้อนนั้น ต้องมีการลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก แต่งบลงทุนหน่วยบริการภาครัฐกลับมีจำกัด ทั้งยังมีปัญหาการกระจายตัวของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่ทางออกด้วยการดึงความร่วมมือภาคเอกชนเข้ามาช่วยเสริมกลับทำไม่ได้มาก เนื่องจากการจ่ายชดเชยที่จำกัดตามงบเหมาจ่ายรายหัว ไม่จูงใจให้เอกชนเข้าร่วมบริการได้ เหล่านี้จึงส่งผลต่อคุณภาพบริการและยังคงทำให้ผู้ป่วยประสบปัญหาการเข้าถึงการรักษา

เมื่อวิเคราะห์ปัญหาข้างต้นนี้ ทางออกในการแก้ไขปัญหาจึงต้องทำให้ผู้บริหารประเทศเข้าใจและยอมรับว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพรวมถึงการลงทุนด้านการรักษาพยาบาลที่ให้กับประชาชน ต้องถือเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งจำเป็นที่รัฐต้องให้ความสำคัญเพิ่มเติม ไม่มองว่าเป็นภาระที่ต้องแบกรับ เนื่องจากหากประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีจะส่งผลดีต่อประสิทธิผลการทำงาน นั่นหมายถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ได้พยายามทำอย่างเต็มที่ในช่วงทำหน้าที่เลขาธิการ สปสช. แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก

ด้วยข้อจำกัดข้างต้นนี้ยังส่งผลต่อการทำหน้าที่ขององค์กร สปสช. นอกจากต้องบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อดูแลประชาชนผู้มีสิทธิกว่า 48 ล้านคนแล้ว ยังต้องเน้นการบริหารที่ต้องเข้าใจทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการสนับสนุนและดำเนินงานร่วมกัน รวมถึงการเจรจาต่อรองที่รวมถึงฝ่ายการเมือง ซึ่งช่วง 8 ปีของการทำหน้าที่เลขาธิการ สปสช. ได้ผ่านการปรับเปลี่ยนการเมืองหลายรัฐบาล ได้ทำงานกับ รมว.สาธารณสุขถึง 9 คน รวมถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่มีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน แต่ละคนมีมุมมองและมีวิธีบริหารจัดการแตกต่างกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรต้องทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเดินหน้าต่อไปได้ ถึงแม้ว่าในช่วงท้ายของการทำหน้าที่เลขาธิการ สปสช.จะถูกคำสั่งย้ายให้ไปช่วยงานสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขจนหมดวาระ แม้ว่าจะมีผลสอบยืนยันไม่พบทุจริตก็ตาม

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาการทำงานของ สปสช.อยู่ภายใต้แรงเสียดทานอย่างหนัก โดยเฉพาะจากภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินระบบ ทั้งยังถูกจับตาและตรวจสอบอย่างเข้มข้นในฐานะที่เป็นองค์กรบริหารงบกว่าแสนล้านบาท แม้ว่าจากประสิทธิผลการทำงานซึ่งได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระบบสุขภาพจะชัดเจนและได้รับการยกย่องในระดับสากลก็ตาม ทั้งองค์การอนามัยโลก สหประชาชาติ และธนาคารโลก ที่ให้ไทยเป็นต้นแบบประเทศกำลังพัฒนาที่เดินหน้าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความเป็นอิสระขององค์กรลดลง ดังนั้น สิ่ง สปสช.ทำได้ในช่วงเวลานี้คือการประคองการดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และหากมีโอกาสจึงค่อยนำเสนอการพัฒนาระบบใหม่ๆ ต่อไป

ทั้งนี้ จากที่ สปสช.ถูกวางให้เป็นองค์กรอิสระ แม้ว่าจะเป็นข้อดีการบริหาร แต่ในแง่สวัสดิการและความมั่นคงของบุคลากรวันนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการกลับไม่ดีเท่า ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น ส่งผลให้ขาดสิ่งจูงใจดึงผู้มีความสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาระบบ ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นที่กระทบต่อองค์กร ทางออก สปสช.จึงควรปรับโครงสร้าง โอนย้ายเป็นหน่วยงานราชการสังกัดกระทรวงการคลังแทน โดยจัดตั้งเป็น “สำนักงานการคลังสาธารณสุข” อยู่ภายใต้กรมบัญชีกลาง ทำหน้าที่เพื่อซื้อบริการและต่อรอง โดยรวมบริหารสิทธิการรักษาพยาบาลในระบบสวัสดิการข้ราชการและประกันสังคม ซึ่งผู้บริหารอาจไม่ต้องเป็นหมอ เพียงแต่ต้องเรียนการคลังสาธารณสุขพื่อให้เข้าใจกลไกระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ แม้ว่าจะยืดเยื้อกว่าที่ผ่านมา แต่ไม่ว่าใครจะเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ สปสช. ต้องมีคุณสมบัติสำคัญคือต้องทำงานกับภาคส่วนต่างๆ ที่หลากหลายได้ รวมถึงฝ่ายการเมือง รู้จักเจรจาต่อรอง และที่สำคัญที่สุดคือต้องทำงานกับผู้ให้บริการที่เป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยต้องมุ่งสร้างการยอมรับในเจตนาที่ดีของ สปสช.ในการจัดการระบบเพื่อประชาชน

สปสช.มีทุนที่ดี คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชนที่เข้าใจบทบาทของ สปสช.และช่วยสนับสนุน ขณะเดียวกันการบริหารสำนักงานเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยองค์กรอิสระแบบนี้ผู้บริหารต้องเข้าใจจุดอ่อนและจุดแข็ง อาจถึงเวลาต้องทบทวนองค์กร เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ความเป็นอิสระองค์กรเหลือน้อยลงทุกที ส่งผลกระทบต่อระบบและบุคลากร

จึงเป็นสิ่งท้าทาย รอการสานต่อ เพื่อให้ สปสช.เดินหน้าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าต่อไปได้